แรงงานโอด นายหน้าอิ่ม เกษตรกรอ่วม จากระบบจัดจ้างแรงงานข้ามชาติ
ภาคเกษตรกรรมเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรสร้างรายได้ในปี พ.ศ. 2567 มูลค่ารวม 23,357.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (821,212 ล้านบาท) ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2566 แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ มีฟันเฟืองสำคัญที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง นั่นคือ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ซึ่งกลายเป็นกำลังหลักในไร่และสวนผลไม้ทั่วประเทศ พวกเขาเดินทางข้ามพรมแดนมาด้วยความหวังในชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิต งานเกษตร ก่อสร้าง และงานบริการที่คนไทยจำนวนมากอาจไม่ได้เลือกทำอีกต่อไป นับเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างแรงงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ช่วยให้ภาคเกษตรของไทยยังเดินหน้าต่อไปได้
ทว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการจ้างงานและการจัดการแรงงานข้ามชาติกำลังส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างประเมินค่าได้ยาก ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไปจนถึงค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น กระทบต่อปากท้องของคนไทยทุกคน บทความนี้จะพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจเชิงลบของระบบ MOU และค้นหาวิธีแก้ไขต้นตอของปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบการจ้างงาน โดยตรวจสอบผ่านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้
แม้ว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะครองตลาดสินค้าเกษตรโลกได้ แต่ ‘ความเสี่ยง’ ที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตร เนื่องจากตลาดมีความผันผวนจากอุปสงค์ที่ไม่แน่นอนของโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแต่แก้ไขได้ คือกระบวนการที่ซับซ้อน และนโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสร้างความสับสนให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร ปัญหาในการจัดการแรงงานข้ามชาติไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในระดับจุลภาคต่อตัวแรงงานและนายจ้างเท่านั้น แต่ยังลุกลามส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ
เริ่มตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตของภาคเกษตร กระบวนการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU และ Pre-MOU ที่ทั้งซับซ้อน ล่าช้า และเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝง กลายเป็นภาระหนักอึ้งของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายจ้างรายย่อย (SME) ที่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอ หลายคนจำใจต้องพึ่งพานายหน้า ซึ่งคิดค่าบริการสูงกว่าอัตราที่รัฐกำหนด 1-3 เท่า หรืออาจต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดกระบวนการ ดังที่ พวงมณี (นามสมมุติ นักเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสวนทุเรียนจังหวัดตราด) ชี้ว่า
“การที่ระบบการจ้างงานมีความซับซ้อนและต้องพึ่งพานายหน้า เป็นการเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง”
นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนแรงงานในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ยังผลักดันให้ค่าแรงสูงขึ้น มานิตย์ ชิงชัย เจ้าของสวนทุเรียนต้นแบบ ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ยอมรับว่า “ต้นทุนหลัก ๆ ที่ส่งผลปีนี้ก็คือค่าแรง” ซึ่งปรับสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน แม้เขาจะพยายามนำเทคโนโลยีอย่างโดรนมาช่วยลดต้นทุนในการพ่นยา แต่หลายขั้นตอนก็ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี หากไม่มีแรงงานข้ามชาติที่พร้อมจะทำงานเหล่านี้ ภาคการผลิตคงหยุดชะงัก
เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ประกอบกับ การขาดแคลนแรงงานในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้การเก็บเกี่ยวหรือดูแลผลผลิตล่าช้า ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและเกิดความเสียหายสะสม ศุภวัฒน์ มุรินทร์ เจ้าของสวนทุเรียนในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า “สวนทุเรียนจะต้องทำงานให้ทันเวลา ถ้าเคลื่อนย้ายแรงงานลำบากอย่างนี้ ก็จะเกิดปัญหาทำไม่ทัน ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย” แม้จะประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเลขได้ยาก แต่การที่ผลผลิตลดลงย่อมหมายถึงรายได้ที่หายไป และส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าเกษตรในตลาดโดยรวม
ผลกระทบเหล่านี้ยัง ส่งผลต่อ GDP และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม เท่ากับความสูญเสียมหาศาลต่อความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ การที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ไม่สามารถผลิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ย่อมฉุดรั้งการเติบโตของ GDP โดยรวม ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยแพงกว่าคู่แข่งในตลาดโลก ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้น ๆ อาจสูญเสียตลาดส่งออกมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่มีการจัดการแรงงานและต้นทุนที่ดีกว่า
พวงมณี ให้ความเห็นว่า “ยิ่งเพิ่มต้นทุนเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะทำกำไรก็น้อยลง เป็นตัวที่ทำให้การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจช้าลง” แม้ ศุภวัฒน์ มุรินทร์ จะมองว่าการรักษาปริมาณส่งออกให้เพิ่มขึ้นทุกปีสำคัญกว่าการเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ยอมรับว่าการแข่งขันรุนแรงขึ้น และทุกประเทศต่างต้องการส่วนแบ่งจากตลาดทุเรียนที่มีมูลค่าสูง เขายังชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือจีนที่เข้ามา แต่คุณภาพและการจัดการของไทยยังสามารถแข่งขันได้ หากมีการควบคุมคุณภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปผ่าน ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ ถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค ทำให้ราคาผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูปต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของทุกคน นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นและเงินใต้โต๊ะที่จ่ายให้กับนายหน้าและเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ยังทำให้เกิด เงินหมุนเวียนนอกระบบ และเศรษฐกิจใต้ดินเฟื่องฟู เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้พัฒนาประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมคอร์รัปชั่น บั่นทอนความโปร่งใสในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของภาครัฐ
ต้นตอปัญหา ระบบการจ้างงานและการจัดการที่ล้มเหลว
แม้แนวคิดและหลักการของนโยบาย MOU และ Pre-MOU จะสมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐศาสตร์และผลประโยชน์ของประเทศ แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงมีปัญหาและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเอาเปรียบแรงงานได้อย่างแท้จริง ดังที่ พวงมณี ให้ความเห็นว่า
“ตัว MOU เป็นความพยายามที่มีมาหลาย 10 ปี แต่ว่าที่ผ่านมาในอดีต เราพยายามออกแบบทำระบบ เอาคนผิดกฎหมายมาทำให้กลายเป็นคนถูกกฎหมาย แต่ว่าตัว MOU ที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ เพราะว่ามันมีปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ถ้าถามในมุมของนักวิจัย Pre-MOU ดี เพราะมันเป็นความพยายามแก้ตรงจุดอ่อนที่เคยมีมาก่อนให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้มันครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ว่าก็ยังมีรูโหว่เยอะมาก”
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเหล่านี้ มีต้นตอมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการจ้างงานและการจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปัญหาหลักประการแรกคือ กระบวนการนำเข้าแรงงาน (MOU/Pre-MOU) ที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และล่าช้า ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้เอกสารจำนวนมาก และต้องติดต่อหลายหน่วยงาน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบราชการและเทคโนโลยี
สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน LRF ชี้ว่า "ความไม่สะดวกมันทำให้เขาต้องหันไปพึ่งนายหน้า" ค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น ค่าตรวจโรค 1,000 บาท ค่าใบอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,900 บาท ค่าวีซ่า 500 บาท ค่าอัปเดตบัตรชมพู 20 บาท ค่าเนมลิสต์ฝั่งเมียนมา 2,000 บาท ค่าภาษีฝั่งเมียนมา 2,400 บาท ค่าประกันสุขภาพ 3,200 บาท ค่าหลักประกัน 1,000 บาท ค่าทำพาสปอร์ต 6,000 บาท ค่าเดินทาง 6,000 บาท ค่าคิวเซ็นสัญญาที่สถานทูต 1,500 บาท รวมแล้วสูงถึง 25,520 บาทต่อคน
ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ประกอบกับความล่าช้าในการรออนุมัติเอกสารจากประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเมียนมา ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือไม่ได้รับการอนุมัติเลย ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการแรงงานในภาคธุรกิจ
พวงมณี กล่าวว่า “เวลารอ MOU บางทีรอกันครึ่งปีเลยนะ รอทั้งปีบางทีก็ยังไม่ได้” พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่พยายามทำเอกสาร MOU ให้แรงงานด้วยตนเองว่า “เป็นเรื่องยากที่สุดในโลก” แม้จะมีความรู้ด้านกฎหมายและติดตามข้อมูลมาตลอด แต่ก็ยังเกือบไม่ทันตามกำหนดเวลา และสรุปว่า “ปีหน้าจะกลับไปใช้นายหน้าเหมือนเดิม เพราะว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะทำ” นอกจากนี้ ตาก (นามสมมุติ) หัวหน้าแรงงานชาวไทย ยืนยันว่ากฎหมายที่จำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติข้ามจังหวัดก็เป็นอีกอุปสรรคต่องานเกษตรที่ต้องการความยืดหยุ่น และต้องแข่งกับเวลา บางครั้งความมั่นคงนั้น ย้อนแย้งกับความต้องการทางเศรษฐกิจของชาติ
ความซับซ้อนและความล่าช้าของระบบยังเปิดช่องให้เกิด คอร์รัปชั่นและการแสวงหาผลประโยชน์ มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากนายหน้าและเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกหรือเร่งรัดกระบวนการ ส่งผลให้แรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริง หลายคนต้องกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็น “แรงงานขัดหนี้” และตกอยู่ในภาวะเปราะบาง นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแรงงานที่เอกสารยังไม่สมบูรณ์ (แม้จะอยู่ในช่วงผ่อนผัน) เพื่อเรียกรับเงิน แทนที่จะดำเนินการตามกฎหมาย
สุธาสินี เล่าถึงกรณีที่ตำรวจเรียกเงินจากแรงงานหัวละ 5,000 บาท แต่ต่อรองเหลือ 2,500 บาท ซึ่งสะท้อนปัญหาการใช้อำนาจในทางมิชอบ ขณะที่ วรรณ (นามสมมุติ) เจ้าของไร่อ้อย จังหวัดตาก เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาเรียกเงินถึงในไร่ โดยอ้างเรื่องการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย
ปัญหาเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วย นโยบายที่ไม่ตอบโจทย์และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง นโยบายบางอย่าง เช่น Pre-MOU หรือการกำหนดให้ต้องทำ CI (Certificate of Identity) ให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดกับสถานการณ์ของประเทศต้นทางไม่สอดคล้องกัน อาจเป็นผลให้แรงงานและผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติเจอข้อท้าทายด้วยกรอบระยะเวลา ต้องหลุดออกจากระบบโดยปริยาย
เช่น กรณีที่เคยเกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 แรงงานเมียนมาจำนวน 676,446 คน ต้องดำเนินการจัดทำเอกสาร CI พบว่า จากรายงานการประชุมครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 มีแรงงานเมียนมาเพียง 406,968 คนเท่านั้นที่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดทำเอกสารดังกล่าว ดังนั้นแล้ว กระบวนการต่อใบอนุญาตทำงานแบบ Pre-MOU จะต้องต่ออายุแรงงานเมียนมา 2,012,856 คน ตัวเลขนี้เป็นข้อท้าทาย และความเสี่ยงในการจัดทำเอกสาร ซึ่งอาจทำให้แรงงานหลุดออกจากระบบ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันของเมียนมาไม่เอื้อต่อการนำแรงงานเข้ามาตามกลไกของ MOU หรือ ระบบการนำเข้า G to G เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบ รวีพร ดอกไม้ ผู้ประสานงานคลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าว
นอกจากนี้การตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ทุจริตยังมีน้อย ทำให้มีนายจ้างจำนวนมากออกมาพูดถึงปัญหาเรื่อง Pre-MOU และระบบที่ไม่โปร่งใส เช่นกลุ่มนายจ้างสีขาว ขณะที่ภาครัฐเองยังขาดการสนับสนุนนายจ้างและลูกจ้างอย่างจริงจัง ทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และการแก้ไขปัญหา ศุภวัฒน์ มุรินทร์ สะท้อนว่า “การสนับสนุนจะมาตอนที่เราทำสำเร็จแล้ว” พร้อมทั้งเสริมว่า ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้ประสบความสำเร็จแล้วค่อยเข้ามามีส่วนร่วม
ท้ายที่สุด สิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานยังคงถูกละเลย ในหลายกรณี แรงงานจำนวนมากได้รับค่าจ้างต่ำกว่าเกณฑ์และอาจถูกหักเงินอย่างไม่เป็นธรรม การเข้าถึงสวัสดิการเช่นประกันสังคมและสุขภาพยังมีจำกัด ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมียังเป็นปัญหา ดังที่ วรรณ เจ้าของไร่อ้อย เล่าว่า ซื้ออุปกรณ์ป้องกันให้ แต่แรงงานก็ไม่ค่อยใช้เพราะไม่ถนัด และยังแสดงความกังวลเรื่องสุขภาพของแรงงาน เนื่องจากบางที่ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันให้เลย จึงอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยและการป้องกันตนเอง เช่นการใช้หน้ากาก เสื้อผ้า และรองเท้าบูท เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่สัมผัสกับผิวหนัง และเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจ
เสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบ วงจรหนี้สิน ความเสี่ยง และความหวังท่ามกลางความท้าทาย
จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่างสะท้อนเสียงแห่งความยากลำบากและความท้าทายที่ต้องเผชิญ กลุ่มแรงงานข้ามชาติแม้จะเข้ามาด้วยความหวัง แต่ก็ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการเข้ามาทำงานและการทำเอกสารที่สูงลิ่ว หลายคนต้องก่อหนี้สินเพื่อแลกกับโอกาสในการทำงาน แต่กลับต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางรายได้ ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยจากการทำงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ต้องสัมผัสสารเคมี และยังต้องอยู่อย่างหวาดกลัวการถูกจับกุมหากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง
ดังเช่น คำมุ้น (นามสมมุติ) แรงงานชาวเมียนมาที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เล่าว่าเขาไม่อยากทำบัตรเพราะค่าใช้จ่ายสูง และเคยเผชิญประสบการณ์ถูกนายจ้างงานก่อสร้างไม่จ่ายค่าแรง อย่างไรก็ตาม แม้จะลำบาก หลายครั้งเมื่อเจ็บป่วยก็ทำได้แค่ไปซื้อยากินเอง ไม่สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ แต่แรงงานจำนวนมากยังคงเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทย เพราะมองว่ายังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าบ้านเกิดที่กำลังเผชิญความไม่สงบ พวกเขามีความหวังเพียงแค่ อยากได้รายได้ส่งกลับบ้าน เพื่อส่งเสียครอบครัว และหลายคนก็แสดงความขยันขันแข็งและความสามารถในการปรับตัว
ดังที่ วรรณ กล่าวชมแรงงานพม่าว่า “เขาทำงานเร็ว และอดทนมาก” ซึ่งพิสูจน์แล้วผ่านช่วงวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ทำให้ตนต้องลงไปทำงานเอง แล้วพบว่าทำไม่ไหว ทำได้ไม่ถึง 1 ใน 5 ของที่แรงงานทำ เป็นการยืนยันว่างานเกษตรในปัจจุบันเป็นงานหนักที่คนไทยอาจทำไม่ได้ และแรงงานข้ามชาติคือผู้ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างสำคัญนี้
ในขณะเดียวกัน กลุ่มนายจ้างภาคเกษตร ต้องแบกรับต้นทุนการจ้างงานที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าแรงที่ปรับตัวตามภาวะขาดแคลน และค่าใช้จ่ายแฝงในกระบวนการทำเอกสาร พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการจ้างแรงงานที่ไม่มีเอกสาร เนื่องจากขั้นตอนที่ยุ่งยาก และแรงงานในระบบนั้นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ และความเครียดจากการบริหารจัดการแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเวลาสำคัญ
วรรณ เจ้าของไร่อ้อย สะท้อนความรู้สึกนี้ว่า แม้จะสงสารแรงงาน แต่ก็มีความกังวลเรื่องปัญหาทางกฎหมายและไม่กล้ารับแรงงานไว้ในไร่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นายจ้างหลายคนก็ยังแสดงความเห็นใจและพยายามดูแลแรงงานเท่าที่ทำได้ เช่น การให้ที่พัก อาหาร หรือความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความผูกพันในระดับหนึ่ง หรือการที่ ศุภวัฒน์ มุรินทร์ และ มานิตย์ ชิงชัย พยายามนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดภาวะขาดแคลน ภาระงานหนักและอันตรายให้กับแรงงาน
เราทุกคนรู้ดีว่าทำไมเจ้าของสวนผลไม้ถึงจ้างแรงงานไทยไม่ได้ แล้วแรงงานเกษตรไทยหายไปไหน?
ตาก แรงงานไทยที่เคยมีประสบการณ์ทำงานเกษตรในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เลือกทำงานภาคเกษตรในประเทศ เนื่องจากมองว่าเป็นงานที่หนัก อันตราย และได้รับค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับการไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งให้ค่าแรงสูงกว่าและมีสวัสดิการที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทำให้ภาคเกษตรไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก เขาย้ำว่า “คนไทยไม่เสี่ยงกับพวกยา พวกสารเคมี มันไม่คุ้มกับสุขภาพ” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยหันหลังให้กับภาคเกษตรในประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ตัวตากเอง ที่ถึงแม้จะมีประสบการณ์ด้านการทำเกษตรมาหลายปี และสวมอุปกรณ์ป้องกัน แต่ก็ยังประสบปัญหาด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมี อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของตากในฐานะหัวหน้าคุมแรงงานในปัจจุบัน ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและถ่ายทอดความรู้ในภาคเกษตรได้ หากมีโอกาสและแรงจูงใจที่เหมาะสม
ขณะที่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการดึงดูดแรงงานไทย แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยกลับเลือกเดินทางไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ ประสบการณ์ของ ตาก แรงงานไทยที่เคยทำงานในซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยตัดสินใจเช่นนั้น และชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ภาคเกษตรและนโยบายแรงงานของไทยยังขาดหายไป
เช่นเดียวกับคนไทยที่ทำงานในเกาหลีใต้ แรงงานต่างชาติก็เข้ามาทำงานที่ประเทศไทย แรงจูงใจหลักในการไปทำงานต่างประเทศคือ ค่าตอบแทนที่สูงกว่าและสวัสดิการที่ดีกว่า ตากเล่าว่า ค่าแรงงานเกษตรในเกาหลีใต้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว แม้จะหักค่าครองชีพแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการที่ชัดเจน เช่น เงินเกษียณอายุงาน ประกันสังคม และการดูแลเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว และถูกนำมาใช้จ่ายในพิธีศพ แตกต่างจากในไทยที่สวัสดิการสำหรับแรงงานเกษตรยังมีน้อย ไม่ครอบคลุม และล่าช้า หรือบางครั้งก็ไม่ได้รับการเยียวยาเลย
ระบบการจ้างงานและการคุ้มครองแรงงานในต่างประเทศมีความชัดเจนและบังคับใช้จริงจังกว่า โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ซึ่งมีระบบ G2G (รัฐบาลต่อรัฐบาล) ทำให้การจ้างงานมีสัญญาที่ชัดเจน กฎหมายคุ้มครองแรงงานถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด และมีหน่วยงานคอยช่วยเหลือแรงงานเมื่อประสบปัญหา แม้จะเคยมีกรณีการเอาเปรียบอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วแรงงานรู้สึกว่าได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าในไทย ตากยังเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในเกาหลีใต้ ซึ่งแตกต่างจากไทยที่อาจมีการบังคับใช้ที่ไม่เท่าเทียม
การสนับสนุนจากภาครัฐในต่างประเทศมีส่วนสำคัญ ตากยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนภาคเกษตรอย่างจริงจัง มีการประกันราคาสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งช่วยลดความลำบากในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตากเล่าว่า “ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้ ต้องใส่ปุ๋ยอย่างนี้ ถ้าเกิดมีโรคแมลงอะไร เขาจะมาแนะนำ” สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในไทยที่เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตเอง และยังขาดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้อย่างเพียงพอ ดังที่ตากกล่าวว่า “ที่นี่มันต้องพึ่งลำแข้งของตัวเอง”
ประสบการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการดึงดูดให้คนไทยกลับมาทำงานในภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งรักษาแรงงานข้ามชาติไว้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงทั้งในเรื่องทักษะ ค่าตอบแทน สวัสดิการ การคุ้มครองแรงงาน และที่สำคัญคือ นโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง การประกันราคาสินค้าเกษตรดังที่ตากเสนอ อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นคงและแรงจูงใจให้กับเกษตรกรและแรงงานได้ เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน ย่อมสามารถจ้างแรงงานด้วยค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และจัดสวัสดิการที่ดีขึ้นได้
ทางออกจากวังวน ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างรุนแรงนี้ ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกจากวังวนปัญหานี้ได้แก่ การปฏิรูประบบการขึ้นทะเบียนแรงงาน ให้มีความง่าย ลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่าย ทำให้เข้าถึงได้สะดวก โปร่งใส และมีความต่อเนื่อง อาจพิจารณาระบบ One-Stop Service ที่มีประสิทธิภาพ หรือการออกบัตรทำงานชั่วคราวในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับการปราบปรามคอร์รัปชั่น อย่างจริงจัง โดยบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษเจ้าหน้าที่และนายหน้าที่ทุจริต พร้อมทั้งสร้างกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใส
ในขณะเดียวกัน การคุ้มครองสิทธิแรงงาน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด จัดให้มีสวัสดิการที่เหมาะสม เช่น ประกันสุขภาพและประกันสังคม และดูแลความปลอดภัยในการทำงาน นอกจากนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงนโยบาย ที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบาย MOU และ Pre-MOU ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง อาจต้องมีการเจรจากับประเทศต้นทาง หรือพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานในประเทศที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่ พวงมณี เจ้าของสวนทุเรียนนักเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า การขึ้นทะเบียนไม่ควรเป็นแบบครั้งคราว (Ad Hoc) แต่ควรเป็นระบบที่ต่อเนื่อง (Routine) และภาครัฐควรเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานงานและให้ข้อมูลที่ชัดเจน
สำหรับการ ส่งเสริมภาคเกษตร ควรสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น การประกันราคาสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท้ายที่สุด ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น ตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดตั้งหน่วยงานหรือกลไกที่เป็นกลางในการประสานงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และอำนวยความสะดวกในกระบวนการต่าง ๆ การสร้างระบบที่เอื้อให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายและได้รับการคุ้มครอง ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีสากลอีกด้วย
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ความเสียหายอาจลุกลามและส่งผลกระทบต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสี่ยงในการสูญเสียสถานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรชั้นนำของโลก การสร้างระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของภาคเกษตร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิมนุษยชนของแรงงานทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่เท่าเทียมเกื้อกูลกันมากขึ้น อันจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีตลาดที่เป็นธรรม ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีธรรมาภิบาลที่ดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติไทย
ไม่งั้นเดี๋ยวจะอดกินทุเรียนอร่อย ๆ กันหมดนะ!
บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม
Originally published by IOM
โดย: สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
By: Sarawut Tinwattanakul, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program.
บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม
This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.