กรุงเทพฯ (26 พฤษภาคม 2569) - รัฐบาลไทยและองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างกันในระยะ 5 ปีข้างหน้า ด้วยการรับรองกรอบผลลัพธ์ (Results Framework) ของกรอบความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Cooperation Framework) ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 (ค.ศ. 2027-2031) ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี (Tripartite Steering Committee) ณ กรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี เป็นกลไกระดับสูงสุดในการกำกับดูแลความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับระบบสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยมีประธานร่วม ได้แก่ นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย นางสาวแคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และนายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ เข้าร่วมจำนวนกว่า 150 คน
การจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 และในกระบวนการดังกล่าว ที่ประชุมได้รับรองกรอบผลลัพธ์ ซึ่งระบุตัวชี้วัด ค่าฐาน และค่าเป้าหมาย ที่จะใช้เป็นแนวทางและกรอบในการวัดผลการดำเนินงานในรอบความร่วมมือใหม่ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ตั้งอยู่บนฐานของลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยประกอบด้วยสามลำดับความสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม บริการสุขภาพ และการพัฒนาทุนมนุษย์ในบริบทสังคมสูงวัย การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ครอบคลุม สิทธิมนุษยชน และความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่สอดคล้องอย่างเต็มที่กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ผ่านกระบวนการหารืออย่างกว้างขวางกับภาครัฐ ระบบสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคีเพื่อการพัฒนา และภาคเอกชน
ในการกล่าวต่อที่ประชุม นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับบทบาทการเป็นผู้นำและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในฐานะประธานร่วม ตลอดจนภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ พร้อมย้ำว่า ท่ามกลางบริบทโลกและภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลง สหประชาชาติดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ประเทศไทยเป็นผู้นำ เพื่อสนับสนุนลำดับความสำคัญของประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
โอกาสนี้ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความยินดีต่อการรับรองกรอบผลลัพธ์ของกรอบความร่วมมือ พ.ศ. 2570-2574 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติในอนาคต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นขององค์การสหประชาชาติในการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ครอบคลุม ยั่งยืน และพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง สำหรับทุกคน
ภาพ: © UN Thailand/2026
ภาพ: © UN Thailand/2026
ภาพ: © UN Thailand/2026
ชมภาพเพิ่มเติม