คำกล่าวพิเศษของนายอันโตนิโอ กุเตอเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ว่าด้วยการตอบสนองระดับโลกต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
เลขาธิการสหประชาชาติ ย้ำวิกฤตสภาพภูมิอากาศและพลังงานเป็นวิกฤตเดียวกัน พร้อมเสนอแผนรับมือระดับโลก 7 ข้อ
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
วิกฤตการณ์มักเป็นสิ่งที่สะท้อนความจริงให้กระจ่างชัด
และ ณ กรุงลอนดอนแห่งนี้ เมืองของนักประพันธ์อย่าง ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ ภาพที่เห็นได้ชัดเจนคือ โลกของเรากำลังเผชิญกับ "วิกฤตการณ์คู่ขนาน" (A Tale of Two Crises)
ประการแรกคือ วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังผลักดันอุณหภูมิโลกให้พุ่งสูงขึ้น และบีบให้เราเข้าใกล้จุดพลิกผัน (tipping points) ที่จะนำไปสู่หายนะ
และประการที่สองคือ วิกฤตพลังงานที่เปิดโปงให้เห็นถึงความผิดพลาดของโลกที่ยังคงพึ่งพาไฮโดรคาร์บอน
เมื่อมองผิวเผิน วิกฤตทั้งสองนี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน
แต่ทั้งสองสิ่งเกี่ยวโยงอยู่กับหายนะเดียวกัน
นั่นคือ "เชื้อเพลิงฟอสซิล"
และล้วนต้องอาศัยแนวทางแก้ไขเดียวกัน นั่นคือ...
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับการปรับตัว การพร้อมรับมือวิกฤต และความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับผลกระทบดังกล่าวอยู่แล้วในขณะนี้
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
วิกฤตประการแรก ความแปรปรวนอย่างรุนแรงของสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงขึ้นจนประจักษ์ชัด เราเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลา 11 ปีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น สร้างความเสียหายรุนแรงขึ้น และมีต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงขึ้น องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้เตือนแล้วว่า สิ่งที่เราเผชิญอยู่นี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ปรากฏการณ์เอลนีโญไม่ได้เป็นเพียงภัยคุกคามที่รออยู่หน้าประตูบ้านอีกต่อไป แต่พร้อมที่จะพัดทำลายรากฐานบ้านของเราให้พังทลาย ทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรน้ำ และส่งผลรุนแรงที่สุดต่อกลุ่มคนเปราะบาง
เมื่อสิบปีที่แล้ว ผู้นำโลกได้ตกลงกันที่กรุงปารีสเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
แต่วันนี้ นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีจะพุ่งทะลุขีดจำกัดดังกล่าวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ภารกิจต่อไปคือการจำกัดการพุ่งเกินขีดจำกัด (overshoot) อย่างเข้มงวด ลดระยะเวลาที่อุณหภูมิพุ่งเกินให้สั้นที่สุด และดึงอุณหภูมิกลับมาให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสโดยเร็วที่สุด
อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปแม้เพียงเศษเสี้ยวขององศาก็มีความหมาย
ทุกวินาทีล้วนมีค่า
เพราะยิ่งอุณหภูมิพุ่งสูงและยืดเยื้อยาวนานเท่าใด ความเสี่ยงที่จะก้าวข้ามจุดพลิกผันของโลกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ในวันนี้ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติได้เผยแพร่รายงานที่ระบุชัดเจนถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ระบบนิเวศแนวปะการังเสื่อมสลาย
การละลายอย่างรวดเร็วของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตก ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างถาวร เปลี่ยนแปลงรูปทรงของแนวชายฝั่ง ทำให้ผู้คนนับล้านต้องไร้ที่อยู่อาศัย และคุกคามความอยู่รอดของบางประเทศที่เป็นหมู่เกาะ
การอ่อนกำลังลงของระบบไหลเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝน
และพื้นที่บางส่วนของป่าฝนแอมะซอนจะเปลี่ยนสภาพจนคล้ายเป็นทุ่งหญ้าสะวันนา
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
จุดพลิกผันของโลกไม่ต่างอะไรกับภาพสะท้อนในกระจกมองหลังของรถยนต์
ความจริงนั้นอยู่ใกล้ตัวเรายิ่งกว่าที่ตาเห็น
ขณะเดียวกัน เรากำลังเผชิญกับวิกฤตประการที่สองด้วย
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์พลังงานครั้งเลวร้ายที่สุด
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ระบุว่า ขนาดของวิกฤตครั้งนี้เทียบเท่ากับวิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษที่ 1970 รวมกับความปั่นป่วนจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง นี่ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตพลังงาน
แต่คือวิกฤตหนี้สิน วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร และวิกฤตการพัฒนา
และแม้ว่าการบรรลุข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะเป็นสิ่งที่น่ายินดีและจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้มาก แต่เราต้องตระหนักว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วจะยังคงอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลานาน ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้จะยังคงอยู่ไปอีกยาวนาน
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
วิกฤตการณ์คู่ขนานนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงขีดจำกัดของโมเดลการพัฒนาที่ล้าสมัย
โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งความขัดแย้งเพียงจุดเดียวสามารถสั่นคลอนอุปทานพลังงานทั่วโลกได้ และปัญหาคอขวดเพียงจุดเดียวก็ส่งผลให้ราคาพุ่งทะยานได้
โมเดลที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด และเราสามารถใช้ประโยชน์จากธรรมชาติโดยไม่ต้องเผชิญผลกระทบใด ๆ
โมเดลที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ก็ทำให้ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกและกระพือความไม่มั่นคง
โมเดลที่บีบให้ผู้ที่มีส่วนก่อวิกฤตน้อยที่สุด กลับต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด
บทเรียนที่ชัดเจน คือ แนวทางเช่นนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ประชาคมโลกได้ตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ จึงร่วมกันรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030
โลกไม่สามารถเดินถอยหลังได้อีก
เราไม่สามารถดึงดันพึ่งพาระบบเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นปัจจัยของทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและวิกฤตพลังงานได้อีกต่อไป
สิ่งที่เราต้องการอย่างเร่งด่วนในขณะนี้ คือเจตจำนงที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ
เพื่อเชื่อมโยงความมั่งคั่งเข้ากับการพร้อมรับมือวิกฤต (resilience)
เชื่อมโยงการเติบโตเข้ากับความยั่งยืน
และเชื่อมโยงโอกาสเข้ากับความเป็นธรรม
ข่าวดีคือขณะนี้มีทางออกที่ชัดเจนและยั่งยืน ต่างจากวิกฤตพลังงานในอดีต
พลังงานหมุนเวียนคือแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าใหม่ของโลกที่ถูกที่สุด เร็วที่สุด และขยายผลได้มากที่สุด
นับตั้งแต่ปี 2010 ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงเกือบ 90% ต้นทุนพลังงานลมบนบกลดลงกว่า 70% และต้นทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลดลงถึง 95%
ในบรรดาแหล่งพลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์มีอัตราการเติบโตต่อปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
กว่า 90% ของพลังงานหมุนเวียนแหล่งใหม่ ๆ ทั่วโลก มีต้นทุนต่ำกว่าแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ถูกที่สุด
ข้อมูลจากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency) ระบุว่ากำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ช่วยประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงฟอสซิลให้แก่เศรษฐกิจโลกได้ถึง 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025
และพลังงานหมุนเวียนยังช่วยยับยั้งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปริมาณการปล่อยต่อปีรวมของสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
ปัจจุบันการลงทุนในพลังงานสะอาดดึงดูดเม็ดเงินได้มากกว่าการลงทุนในพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลถึงเกือบสองเท่า
เหตุผลสำคัญคือประเทศผู้นำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลพยายามที่จะก้าวออกจากตลาดพลังงานที่ผันผวน และคาดเดาไม่ได้
เพราะในความเป็นจริง พลังงานทุกหน่วยที่ผลิตได้ด้วยตนเอง คือพลังงานที่ไม่ต้องพึ่งพาตลาดที่ควบคุมไม่ได้... เส้นทางที่ไม่อาจปกป้องได้... และราคาที่ถูกกำหนดโดยเหตุการณ์ที่เราไม่ได้เป็นผู้เลือก
ไม่มีอำนาจใดผูกขาดแสงอาทิตย์ได้ และไม่มีพรมแดนใดกีดกันสายลมได้
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ความจริงชัดเจนแล้วว่า อิสรภาพทางพลังงานไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
พลังงานหมุนเวียนคือหนทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริง
การใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนในภาคการขนส่ง อาคาร และอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า
ยิ่งระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสะอาดมากเท่าใด ก็ยิ่งมีความมั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้นเท่านั้น
และนี่คือ 7 ขั้นตอนเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืน
ข้อที่ 1 คือการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสให้เหลือน้อยที่สุด และควบคุมระยะเวลาอย่างเร่งด่วน
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะต้องลดลงทันทีและอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษนี้ เพื่อให้สามารถบรรลุการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ทั่วโลกภายในปี 2050 ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลอย่างน่ากังวล
แผนปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศของนานาประเทศจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกได้เพียงประมาณ 10% ภายในปี 2035 ขณะที่หากต้องการรักษาเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสไว้ การปล่อยจะต้องลดลงถึง 60% ในช่วงเวลาเดียวกัน
กลุ่ม G20 ซึ่งปล่อยก๊าซราว 80% ของโลก ต้องแสดงบทบาทนำอย่างจริงจัง
ผู้ปล่อยรายใหญ่ต้องเร่งยกระดับการดำเนินการ
และทุกประเทศต้องทำให้ได้มากกว่าเพียงเจตนารมณ์
ด้วยการเร่งเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด—ตามที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ได้ให้คำมั่นไว้ในการประชุมระดับผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ปี 2023
ด้วยการยุติการตัดไม้ทำลายป่าและฟื้นฟูธรรมชาติ
และด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการบริโภคถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซอย่างรวดเร็ว
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนในระยะยาว แต่ถึงเวลาแล้วเช่นกันที่เราต้องให้ความสำคัญกับการลดก๊าซมีเทนอย่างเร่งด่วน
ราวหนึ่งในสามของภาวะโลกร้อนเกิดจากก๊าซมีเทน ซึ่งกักเก็บความร้อนได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึงประมาณ 80 เท่า
แต่มีเทนต่างจากคาร์บอนไดออกไซด์ตรงที่จะสลายตัวในชั้นบรรยากาศภายในเวลาเพียงหนึ่งถึงสองทศวรรษ
การลดก๊าซมีเทนอย่างจริงจังสามารถช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้อย่างเห็นผลภายในช่วงชีวิตของเรา
และด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอประกาศข้อเรียกร้องเพื่อเร่งจัดการก๊าซมีเทน (Call to Action on Methane) โดยมุ่งเน้น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคของเสีย ภาคเกษตรกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นตอของวิกฤตคู่ขนานนี้ นั่นคือ ภาคถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ
ผมขอเรียกร้องให้ทั้งประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมกันกำหนดมาตรฐานระดับโลกฉบับใหม่สำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โดยตั้งเป้าการปล่อยก๊าซมีเทนให้ใกล้ศูนย์ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า
และขอเรียกร้องให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลแสดงความรับผิดชอบ และลงมือแก้ไขปัญหาที่ควรได้รับการจัดการมาตั้งนานแล้ว
องค์การพลังงานระหว่างประเทศพบว่า เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซได้ราว 70% โดยมาตรการส่วนใหญ่มีต้นทุนสุทธิต่ำมาก หรือแทบไม่มีต้นทุนเลย
ในปี 2025 เพียงปีเดียว มีก๊าซถูกเผาทิ้งสู่ชั้นบรรยากาศราว 167,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่ากับปริมาณก๊าซที่ทั้งทวีปแอฟริกาใช้ตลอดหนึ่งปี
ระบบแจ้งเตือนและตอบสนองต่อก๊าซมีเทนของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้ส่งสัญญาณเตือนแล้วกว่า 5,000 ครั้งใน 33 ประเทศ แต่ทั่วโลกมีการตอบสนองต่อสัญญาณเตือนเหล่านี้เพียงราว 12% เท่านั้น
ความสมัครใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป
โลกเคยยุติการใช้น้ำมันเบนซินผสมสารตะกั่วมาแล้ว
โลกเคยขจัดสารที่ทำลายชั้นโอโซนมาแล้ว
และมลพิษจากก๊าซมีเทน คือความท้าทายลำดับต่อไป
ผมขอเรียกร้องให้ทั้งประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคร่วมกันกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านการปล่อยก๊าซมีเทนในระดับใกล้ศูนย์ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าในภาคน้ำมันและก๊าซ
ข้อ 2 เลี่ยงพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงที่เป็นต้นตอของปัญหาวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน
แม้วันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ขยายเหมืองถ่านหิน แหล่งน้ำมัน และแหล่งก๊าซเพิ่มขึ้น
แต่ความจริงคือ โลกไม่อาจใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่แล้วทั้งหมดได้ด้วยซ้ำ
การเดินหน้าลงทุนในแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ จึงเท่ากับการนำทรัพยากรไปเสี่ยงกับสินทรัพย์ที่อาจล้าสมัยก่อนจะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่า
พลังงานสะอาดคือแรงขับเคลื่อนการเติบโตในวันนี้และอนาคต
การยึดติดกับแนวทางเดิมอาจดูเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงกลับต้องแลกด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น และความมั่นคงที่ลดลง
นั่นเท่ากับการยอมสูญเสียอุตสาหกรรมและโอกาสสร้างงานในศตวรรษที่ 21 ให้กับ ขณะที่ความเสี่ยงภายในประเทศกลับเพิ่มสูงขึ้น
นั่นไม่ใช่ภาวะผู้นำ แต่คือการถอยหลัง
นอกจากนั้น จะต้องชัดเจนว่า ใครคือผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนเหล่านี้
คือแรงงานและครอบครัวจำนวนมากที่จะต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น และความรู้สึกว่าระบบเศรษฐกิจไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตของพวกเขา
ในขณะที่บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ยังคงทำกำไรมหาศาลต่อไป
เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้เพียงไตรมาสเดียว บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลยักษ์ใหญ่ 8 อันดับแรก กอบโกยกำไรเพิ่มขึ้นอีกถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่ตัวเลขนี้เพิ่งจะนับรวมช่วงวิกฤตในตะวันออกกลางไปเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังคงไต่ระดับสูงขึ้นและผลกำไรที่พุ่งตามไปด้วย
กำไรเหล่านี้แลกมาด้วยความผันผวนและความเดือดร้อนทั่วโลก
ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมหาศาลของบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล และนำรายได้เหล่านั้นไปใช้ในจุดที่ควรไปถึง นั่นคือ การช่วยเหลือครอบครัวและชุมชนที่เปราะบาง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้
ลำพังการยกเลิกเงินอุดหนุนและมาตรการส่งเสริมที่สร้างผลเสียหายนั้นยังไม่เพียงพอ เราต้องแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่คอยฉุดรั้งโครงการพลังงานสะอาดด้วยเช่นกัน
บ่อยครั้งที่โครงการเหล่านี้ต้องหยุดชะงักเพียงเพื่อรอการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งบางครั้งอาจต้องรอนานหลายปี ระบบสายส่งยังไม่เพียงพอ ระบบจ่ายไฟฟ้ามีความล้าสมัย ระบบกักเก็บพลังงานยังคงล้าหลัง ระบบดิจิทัลยังขาดความอัจฉริยะและความยืดหยุ่นที่มากพอ ตลอดจนการเชื่อมต่อโครงข่ายทั้งภายในและระหว่างภูมิภาคก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่มาก
ยุคแห่งการใช้พลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และความยืดหยุ่นของระบบ ให้พร้อมกับความท้าทายของศตวรรษที่ 21
รัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ผ่านการวางแผนที่ทันสมัย กระบวนการพิจารณาอนุมัติที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการปฏิรูปกฎระเบียบ
ข้อที่ 3 บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ หนึ่งในแหล่งความต้องการพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุด
ปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยเร่งการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ พัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้พลังงาน น้ำ และที่ดินในปริมาณมหาศาล
ศูนย์ข้อมูลที่อยู่เบื้องหลังระบบเหล่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้ามากยิ่งกว่าที่หลายประเทศใช้เสียอีก ภายในปี 2030 ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้อาจใช้พลังงานมากกว่าแทบทุกประเทศบนโลก (ยกเว้นเพียง 5 ประเทศ) และอาจต้องใช้น้ำในปริมาณที่มากพอจะตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชากรทั้ง 1.3 พันล้านคนในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮารา (Sub-Saharan Africa) ได้ตลอดทั้งปี
ระบบเหล่านี้ยังใช้พื้นที่มหาศาล ซึ่งบ่อยครั้งมักไปตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนแทบไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ กลับคืนมาเลย
และแม้จะมีข้อกังวลที่ประจักษ์ชัดถึงเพียงนี้ แต่ชุมชนต่าง ๆ กลับมักถูกปล่อยให้ไม่ได้รับรู้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังผุดขึ้นรายล้อมพวกเขาเลย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเสนอ โครงการสร้างความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมของ AI และเรียกร้องให้บริษัท AI รายใหญ่ทุกแห่งวัดผลและเปิดเผยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของระบบตนอย่างครบถ้วน ทั้งรอยเท้าคาร์บอน การใช้น้ำ และการใช้ที่ดิน พร้อมให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนในการขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลทั้งหมดภายในปี 2030
ต้องไม่มีต้นทุนแอบแฝงอีกต่อไป
ต้องไม่มีการผลักภาระไปให้ผู้ที่แทบไม่มีกำลังจะแบกรับอีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปิดเผยความจริงอย่างโปร่งใส
หาก AI จะช่วยสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า ก็จะต้องซื่อสัตย์ต่อต้นทุนที่เรากำลังต้องจ่ายในวันนี้
ข้อที่ 4 การเปลี่ยนผ่านควรเป็นไปอย่างเป็นธรรม
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่การเปลี่ยนผ่าน แต่คือความล้มเหลวในการบริหารจัดการการเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในขณะนี้ยังไม่สอดคล้องเป็นเอกภาพ
การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงดำเนินต่อไป สวนทางกับการเติบโตของพลังงานสะอาด ประเทศต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนไปคนละทิศคนละทาง
กลุ่มประเทศผู้ผลิตต่างตั้งคำถามว่า: จะเกิดอะไรขึ้นกับรายได้ การจ้างงาน และเศรษฐกิจของเรา?
กลุ่มผู้บริโภคตั้งคำถามว่า: พลังงานจะยังคงมีราคาที่จับต้องได้และมีเสถียรภาพหรือไม่?
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาตั้งคำถามว่า: เราจะสามารถแข่งขันได้ หรือจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง?
และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ชุมชน ตลอดจนเยาวชนต่างตั้งคำถามว่า: การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตของเรา?
จนถึงวันนี้ เรายังไม่มีคำตอบร่วมกันต่อคำถามเหล่านี้
เราจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย ทั้งประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภค ประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรม แรงงาน และภาคประชาสังคม มาร่วมกันหาทางออกสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ผมจะจัดการประชุมผู้นำในเดือนกันยายนนี้ เพื่อผลักดันการดำเนินงานในประเด็นดังกล่าว ก่อนการประชุม COP31 ที่ประเทศตุรกี
เพราะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เรื่องที่ต้องตั้งคำถามอีกต่อไป
สิ่งที่ต้องตัดสินใจ คือ จะทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปอย่างมีแบบแผน หรือปล่อยให้เต็มไปด้วยความโกลาหล... จะทำให้เกิดความเป็นธรรม หรือยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ... จะเป็นพลังสร้างเสถียรภาพ หรือกลายเป็นชนวนของความแตกแยกที่รุนแรงยิ่งขึ้น
และทางเลือกนั้นยังคงอยู่ในมือของเรา
ผมขอเน้นย้ำว่า พลังงานสะอาดไม่อาจสร้างขึ้นบนรากฐานของแนวทางที่ไม่เป็นธรรม
การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมหมายความว่า ประเทศและชุมชนที่เป็นแหล่งทรัพยากรแร่สำคัญสำหรับอนาคตของพลังงานสะอาด จะต้องได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม
ต้องไม่มีการนำทรัพยากรออกไปใช้ โดยที่การพัฒนาไม่เกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่อีกต่อไป
ข้อที่ 5 ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด คือการปกป้องผู้คนและชุมชนจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ไม่ว่าเราจะเร่งดำเนินการมากเพียงใด เราก็ไม่อาจวิ่งหนีผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทัน
ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้รออยู่ในอนาคต แต่กำลังเกิดขึ้นแล้ว และทวีความรุนแรงเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน
ภัยแล้งอาจลุกลามเป็นวิกฤตอาหาร
พายุอาจกลายเป็นวิกฤตหนี้สิน
และคลื่นความร้อนอาจกลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เพราะช่วยชีวิตผู้คน ปกป้องบ้านเรือนและชุมชน เสริมสร้างความสามารถและภูมิคุ้นกันทางเศรษฐกิจ และช่วยให้สังคมเข้มแข็ง
แต่ที่ผ่านมา การปรับตัวมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของความช่วยเหลือหรือการสงเคราะห์ซึ่งไม่ถูกต้อง
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังกำหนดทิศทางของการพัฒนา เสถียรภาพ และความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ใหม่
กำลังกดดันระบบอาหารและน้ำ กระทบห่วงโซ่อุปทาน สร้างภาระต่อการคลังภาครัฐ และซ้ำเติมความเปราะบางที่มีอยู่เดิม
ดังนั้น เราจึงต้องยกระดับการรับมือให้สอดคล้องกับความเป็นจริงดังกล่าว
การปรับตัวต้องถูกบูรณาการอยู่ในทุกระดับของการวางแผนและการตัดสินใจ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาไปจนถึงการกำหนดกฎระเบียบ
ขณะเดียวกัน เราต้องทำให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและการตัดสินใจระดับชาติ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาไปจนถึงมาตรการกำกับดูแล
เราต้องมีระบบประกันภัยและกลไกแบ่งปันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินที่สามารถดำเนินการได้ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามจนกลายเป็นหายนะด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ
เราต้องเตรียมความพร้อมให้ดียิ่งขึ้นก่อนเกิดภัยพิบัติ และผลักดันให้ข้อริเริ่ม "การเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับทุกคน" บรรลุผลอย่างเต็มรูปแบบ
และประเทศพัฒนาแล้วต้องปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้มายาวนานในการเพิ่มเงินทุนสนับสนุนด้านการปรับตัวเป็นสองเท่า พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในระยะต่อไป
ข้อที่ 6 ส่งเสริมเงินทุนสนับสนุนในระดับที่เพียงพอ รวดเร็ว เป็นธรรม และสอดคล้องกับขนาดของวิกฤต
ระบบการเงินโลกในปัจจุบันยังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศที่ต้องการการสนับสนุนมากที่สุด โดยจะประเมินความเสี่ยงสูงเกินจริง และมองข้ามโอกาสที่มีอยู่
ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศที่มีรายได้สูงถึง 2-3 เท่า
เพื่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หลายประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างมหาศาล กลับยังเข้าไม่ถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือทวีปแอฟริกา ซึ่งมีทรัพยากรพลังงานแสงอาทิตย์ที่ดีที่สุดของโลกถึงร้อยละ 60 มีแร่ธาตุสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานร้อยละ 30 ของโลก และเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลก 1 ใน 5
แต่ทวีปแอฟริกา กลับได้รับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพียงร้อยละ 2 ของทั้งหมดของการลงทุนทั่วโลก ขณะที่ชาวแอฟริกามากกว่า 600 ล้านคนยังไม่มีไฟฟ้าใช้
นี่ไม่เพียงเป็นความไม่เป็นธรรม แต่ยังเป็นการสูญเสียโอกาสของทั้งแอฟริกาและโลก
ประเทศพัฒนาแล้วต้องรักษาคำมั่นที่เคยให้ไว้ รวมถึงการสนับสนุนกองทุนเพื่อรับมือความสูญเสียและความเสียหาย และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว
ซึ่งรวมถึงการส่งมอบเงินทุน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เคยให้คำมั่นไว้แก่ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการระดมเงินทุนให้ได้ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2035
ในโลกที่ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนากำลังลดลง ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีและระบบการเงินเพื่อการพัฒนาต้องมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน ไปจนถึงระบบน้ำ
การปฏิรูปเชิงนโยบายของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีในช่วงที่ผ่านมา ได้เพิ่มศักยภาพในการปล่อยกู้ขึ้นอีก 6-8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และศักยภาพดังกล่าวต้องถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน เครื่องมือทางการเงินต้องได้รับการปรับให้สอดคล้องกับขนาดและระยะเวลาของความท้าทายที่กำลังเผชิญ รวมถึงการจัดหาเงินทุนสนับสนุนระยะยาวถึง 50 ปีในกรณีที่จำเป็น
ยิ่งกว่านั้น ผู้ถือหุ้นของธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคีต้องร่วมกันเพิ่มศักยภาพในการปล่อยกู้ให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการเพิ่มทุนสนับสนุนและการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าเดิม
ในช่วงเวลาที่หลายประเทศมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น การใช้เงินทุนภาครัฐทุกหน่วยต้องเกิดประโยชน์สูงสุดและอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน
ซึ่งรวมถึงการขยายการใช้การค้ำประกัน การจัดหาเงินทุนสกุลท้องถิ่น การเงินแบบผสมผสาน และเครื่องมือแบ่งปันความเสี่ยงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา
นอกจากนี้ เรายังต้องระดมแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกลไกจัดเก็บเงินสมทบจากภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง การแลกเปลี่ยนหนี้เพื่อการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ รายได้จากตลาดคาร์บอน และการระดมทุนจากภาคการกุศล
พร้อมทั้งต้องทำให้สถาบันการเงินทุกแห่ง ทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินงานให้สอดคล้องกับความตกลงปารีส และบรรลุผลจริงท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนขึ้น
ท้ายที่สุด บททดสอบอยู่ที่ว่า เราจะสามารถทำให้เงินทุนไหลไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพียงพอ และเข้าถึงได้หรือไม่ เพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างการเติบโตที่เข้มแข็งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ข้อที่ 7 และประการสุดท้าย คือการยืนหยัดเคียงข้างวิทยาศาสตร์ และความจริง
วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษยชาติมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ข้อมูลบิดเบือนกำลังถูกเผยแพร่เพื่อถ่วงรั้งการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ปกป้องผลประโยชน์ และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสังคม
เราต้องปกป้องความเป็นอิสระทางวิทยาศาสตร์และฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่าง ๆ ตลอดจนคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชนและสื่อสายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และอิงหลักวิทยาศาสตร์
สหประชาชาติได้เปิดตัว โครงการระดับโลกว่าด้วยความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว
ข้อเท็จจริงมีความสำคัญ
วิทยาศาสตร์มีความสำคัญ
และความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็มีความสำคัญเช่นกัน
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
ผมขอทิ้งท้าย ณ จุดเดียวกับที่ได้เริ่มต้นไว้ ด้วยวาทะของดิกเคนส์
สำหรับวาระด้านสภาพภูมิอากาศ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดและช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดอย่างแท้จริง
เลวร้ายที่สุด เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรง จุดเปลี่ยนสำคัญกำลังใกล้เข้ามา และวิกฤตพลังงานได้เผยให้เห็นความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเช่นกัน เพราะการปฏิวัติด้านพลังงานหมุนเวียนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เป็นการปฏิวัติที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด การใช้พลังงานไฟฟ้าที่แพร่หลายมากขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้น และโอกาสมหาศาลที่กำลังเปิดกว้าง
การปฏิวัติครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลดการพึ่งพาตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน ขยายการเข้าถึงพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคง สร้างงาน ทำให้อากาศสะอาดขึ้น ฟื้นฟูระบบนิเวศ และนำพาเราไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
เรามีทั้งโอกาสที่ยิ่งใหญ่ และความรับผิดชอบร่วมกัน ที่จะเปลี่ยนวิกฤตทั้งสองนี้ให้กลายเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น ความเป็นธรรม และความก้าวหน้าร่วมกัน
ถึงเวลาแล้วที่จะก้าวข้ามยุคเชื้อเพลิงฟอสซิล และสร้างอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน บนรากฐานของความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ
นี่คือช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ
นี่คือช่วงเวลาแห่งความจริง
และนี่คือช่วงเวลาแห่งโอกาส
ขอให้เราใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่
ขอบคุณครับ