“ลาหู่เบตง” ชาวไทยภูเขา จากดินแดนเหนือสุดสยาม เคลื่อนย้ายถิ่นทำกิน สู่ดินแดนภาคใต้สุดปลายด้ามขวาน
ในอดีตเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า “เส้นรุ้ง” และ “เส้นแวง” มีหน้าที่บ่งบอกขอบเขตสมมุติบนแผนที่โลก สีผิว ภาษา อาจเป็นสิ่งบ่งบอกความเป็น เธอ ฉัน เราหรือใครอื่น ในวันนี้เมื่อเรามองเห็นความเป็นไปในอีกซีกโลกหนึ่งจากเพียงปลายนิ้วสัมผัส ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า โลกใบนี้คือ พหุวัฒนธรรม (Multicultural) สังคมที่มนุษย์อยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพียงเปิดใจเรียนรู้ จะมองเห็นเสน่ห์ในความต่างได้อย่างเข้าใจ เห็นคุณค่าและยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ปรากฏการณ์ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ (มูเซอ) ที่เคยมีถิ่นฐานทำกินมั่นคงอยู่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มารับจ้างทำงานทั่วไป อาศัยอยู่ใน ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สามารถปรับตัวเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับชาวชุมชนที่มาตั้งถิ่นฐานทำกินอยู่ก่อนแล้ว คือ คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยและชาวมลายู ที่นี่จึงเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีทั้งทุนวัฒนธรรมและทุนธรรมชาติที่น่าจับตา
ปัจจุบันบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง มีประชากรชาวชาติพันธุ์ลาหู่ อาศัยอยู่มากกว่า 400 คน หรือ 100 กว่าหลังคาเรือน อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และยังคงสืบสาน อัตลักษณ์ของชาวลาหู่ ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นที่ประจักษ์ เช่น วิถีชีวิตเชิงวัฒนธรรม การแสดงดนตรีและประเพณีของลาหู่ การแต่งกายด้วยเครื่องประดับ งานปักที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านลายผ้า บนขอบแขนเสื้อจะตกแต่งด้วยผ้าที่ต่างสีจากตัวเสื้อให้สวยงาม ในช่วงเทศกาลงานประเพณี ชายและหญิงจะพากันสวมชุดประจำชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ลาหู่ เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ อันเป็นความสุขใจที่ได้นำเสนอวัฒนธรรมประเพณีของตน และคาดหวังจะให้ลูกหลานสืบสานต่อไป ชาวลาหู่ที่นี่นับถือศาสนาคริสต์ เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ สวดมนต์ ร้องเพลง เต้นรำ ขอพรจากพระเจ้า การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นต้น
ภาพรวมของชาวลาหู่ (มูเซอ) ย้ายถิ่นฐานจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้
อาจารย์อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) นักวิชาการ ได้สะท้อนถึงภาพรวมของการโยกย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาวชาติพันธุ์ในประเทศไทย อาจมาจาก 2 เหตุผลคือ หนึ่ง-การโยกย้ายโดยภาครัฐบังคับย้ายให้ออกจากพื้นที่เดิม แล้วไปตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยการจัดสรรที่ทำกินที่อยู่อาศัยไว้ให้ตามสมควร ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ สอง-ชาวชาติพันธุ์แสวงหาแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อความอยู่ดีกินดีของครอบครัวเป็นสำคัญ จึงเกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปรับจ้างทำงาน เรียกว่า “การโยกย้ายไปตามแรงงาน” จากแรงจูงใจที่ว่า ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี อยู่ไปนาน ๆ มีความผูกพันกับพื้นที่ แล้วเริ่มสร้างเครือข่ายข้ามแดนโยงใยกับญาติพี่น้องและผองเพื่อนเพิ่มมากขึ้น
การที่ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่โยกย้ายถิ่นฐาน มารับจ้างทำงานทั่วไป อยู่ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มักมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากถึงเหตุผลของการโยกย้ายถิ่นฐาน จากภาคเหนือสุดแดนสยามมาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้สุดปลายด้ามขวาน เพราะปกติชาวลาหู่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย คุ้นชินกับการอยู่บนภูเขา รักสงบ ขยัน อดทน เคร่งครัดประเพณี ชอบทำการเกษตร ภาคภูมิในอัตลักษณ์ลาหู่ และเป็นที่รับรู้กันดีว่า ชาวลาหู่มีความฉลาดและกล้าหาญ
ชาวลาหู่ (มูเซอ) คือ ชาวไทยภูเขา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 500 เมตร ในหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กระจายกันอยู่ในเขตรอยต่อของประเทศไทย พม่า จีน และ ลาว ไม่เคยมีข่าวว่าพวกเขาอพยพลงสู่ภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นดินแดนพื้นที่ต่ำใกล้เคียงระดับน้ำทะเล แต่ทว่าลาหู่กลุ่มนี้กลับอพยพย้ายถิ่นลงใต้ในดินแดนมุสลิม ซึ่งมีความขัดแย้งเรื่องศาสนา การเมือง การปกครอง แต่พวกเขายังสามารถประกอบศาสนากิจของตนเอง และได้ร่วมสร้างคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้กับท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างเช่นการได้รับรางวัลเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนยลวิถีประจำปี พ.ศ. 2566 ของกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนและสัมผัสถึงวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมของชาวลาหู่เบตง ทำให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการมีตัวตนบนดินแดนภาคใต้สุดสยาม
แรงจูงใจและเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน
จะอือ เลิศวิไลพรกุล หรือ “จะอือ ลาหู่” หัวหน้าหมู่บ้านชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อ.เบตง จ.ยะลา เล่าให้ฟังว่า เขามาอยู่ที่อำเภอเบตงนานกว่า 21 ปีแล้ว ครอบครัวมีสามพี่น้อง ตอนแรกมาเพียงครอบเดียว เพื่อรับจ้างทำงานทั่วไป ก่อนมาอยู่ที่นี่เขาเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านในอำเภอแม่ฟ้าหลวง และมีเงินเดือนประจำ 1,300 บาท โดยก่อนที่สมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) จะเสด็จฯ มาอยู่ที่ดอยตุง ชาวเขาเรา มี ลาหู่ อาข่า ม้ง ลีซอ คนไทยดูแลไม่ทั่วถึง ไม่มีใบสงเคราะห์ (หนังสือรับรอง) บางคนมีถูกต้อง บางคนไม่มีสัญชาติไทย ไป ๆ มา ๆ ต้องทำใบรับรองทุกคน หากไม่มีก็จะโดนจับ
ครอบครัวของจะอือมีลูก 4 คนที่ต้องเรียนหนังสือ และจะต้องจบปริญญาตรีให้ได้ แต่รายได้มีน้อย เพื่อนบอกให้มาหางานทำที่เบตง ได้เงินเยอะ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะมาตั้งหลัก คิดว่ามาทำงาน 3 เดือน เพื่อมีรายได้ 70,000 บาท รับจ้างเหมาถางป่า ขณะนั้นเขายังเป็นผู้ใหญ่บ้านที่แม่ฟ้าหลวง ยอมไม่เอาเงินเดือนสามเดือนให้คนอื่นมาทำแทน แต่ผู้ใหญ่บ้านทางโน้นบอก ตัวจะอือไม่อยู่ในพื้นที่พัฒนา ตัวไม่อยู่จะให้คนอื่นมาแทนไม่ได้ เมื่อเขาพูดมาอย่างนี้ จึงทำให้ครอบครัวของจะอือต้องตัดสินใจย้ายมาหางานทำที่เบตง พอย้ายมาทำงานรับจ้างที่นี่ ก็มีเพื่อน ๆ ตามมามีอยู่ด้วยอีก 50 หลังคา เพราะเขาเห็นว่ามีรายได้ดี
เริ่มแรกมาอยู่ที่ ตาแปะกอตอ เป็นหมู่บ้านของชาวอิสลามในอำเภอธารโต ครอบครัวของจะอืออาศัยอยู่กับเถ้าแก่เจ้าของสวนส้มและรับจ้างทำงานทั่วไป ต่อมาเถ้าแก่สวนส้มโชกุนช้าง ได้จัดสรรให้ที่อยู่ (ที่ดินเปล่า) ขนาดเท่าห้องพัก 5 เมตร 20 เซ็นติเมตร ราคาแปดหมื่นหรือเจ็ดหมื่นห้าพันบาท ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสด แต่ให้ผ่อนส่งเป็นรายเดือน กว่าจะตั้งหลักได้ก็ 3-4 ปี รวบรวมเงินไปจ่ายเถ้าแก่ ตอนนี้ก็ยังไม่มีสวนของตัวเอง ยังคงรับจ้างทั่วไป ไม่ใช่รับจ้างเถ้าแก่ช้างเพียงคนเดียว แต่พวกเขายังรู้จักเถ้าอีกหลายคน ทำงานรับจ้างเหมาถางหญ้า ถางป่าไปทั่ว ด้วยความสู้งานและอดทน ตลอดเวลา 5 ปี แต่ทว่าในใจยังคงคิดถึงวัฒนธรรมและประเพณี อัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ลาหู่อยู่เสมอ
โอกาสและความท้าทาย
จากแรกเริ่มมีชาวชาติพันธุ์ลาหู่เพียงครอบครัวเดียว ที่มารับจ้างทำงานเป็นแรงงานในภาคเกษตร สวนยาง สวนส้มและสวนทุเรียน ต่อมาก้าวสู่การรับจ้างเหมาเป็นแรงงานถางป่าและดูแลผลผลิตในพื้นที่ เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ ทำให้คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้น ได้รับความไว้วางใจในผลงานจากนายจ้าง จะอือเริ่มมีบทบาทใหม่ที่สำคัญในฐานะผู้นำชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในพื้นที่เบตง และเริ่มสร้าง เครือข่ายแรงงานชาวลาหู่ ขึ้นมาในพื้นที่ภาคใต้ โดยชักชวนญาติพี่น้องผองเพื่อนลาหู่ในภาคเหนือ ให้มาเป็นแรงงานรับจ้างและอยู่รวมกันในพื้นที่อำเภอเบตง อำเภอธารโต สุดปลายด้ามขวานดินแดนไทยในภาคใต้ ซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาสูงและป่าธรรมชาติ พืชพรรณอันหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นสังคมแบบ “วิถีพหุวัฒนธรรม” โดยมี ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย ศิลปะการแสดงดนตรี และมีความพยายามจะส่งต่อวิถีชีวิตแบบลาหู่สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ท่ามกลาง คนไทยเชื้อสายจีน คนไทย และ ชาวมลายู ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว
“ลูกหลานลาหู่เบตง” กับภารกิจสืบสานวิถีวัฒนธรรมประเพณี
ลูก ๆ ของจะอือ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว 3 คน ลูกสาวคนโตเรียนจบแล้วมีครอบครัวกลับไปอยู่ที่แม่ฟ้าหลวง ลูกเขยของจะอือเป็นชาวอาข่า ส่วนลูกชายอีก 2 คน ยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ
จะอือเล่าว่า ลูกหลาน เด็ก ๆ ที่เรียนจบแล้ว ไม่ค่อยสนใจประเพณีวัฒนธรรมลาหู่ของเรา มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกถึงสถานการณ์ความเสี่ยงด้านวัฒนธรรมของชาวลาหู่ ที่กำลังท้าทายคนเฒ่าคนแก่ ให้ต้องเผชิญหน้ากับลูกหลานที่ไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมและประเพณี โดยได้ให้ข้อสังเกตเป็นแนวทางป้องกัน หาก “ลาหู่” ไม่ฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมและประเพณีขึ้นมา อัตลักษณ์เหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรการเคลื่อนย้ายของสังคมและวัฒนธรรม แม้แต่การพูดภาษาในครอบครัว ลูก ๆ ไม่พูดภาษาลาหู่ เราพูดไปเขาฟังรู้ แต่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทย
การดำเนินชีวิตของคนรุ่นลูกรุ่นหลานในครอบครัวของจะอือ ไม่ต่างไปจากครอบครัวอื่น ๆ ลูกหลานที่ส่งออกไปเรียนหนังสือนอกชุมชนชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมและวิถีสังคมสมัยใหม่ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว สมัครไปทำงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชน มาบอกว่าจะขอเปลี่ยนนามสกุลเป็นแบบคนไทย เมื่อก่อนใช้นามสกุล “ลาหู่” ตอนนี้ลูกบอกไม่เอานามสกุลลาหู่แล้ว ปัจจุบันทุกคนในครอบครัวจึงใช้นามสกุลใหม่ “เลิศวิไลพรกุล” ตามลูก จาก “จะอือ ลาหู่” ในอดีต เปลี่ยนมาเป็น “จะอือ เลิศวิไลพรกุล” แต่จะไม่เปลี่ยนชื่อ สำหรับคำว่า “จะอือ” ภาษาลาหู่แปลว่า ลูกชายคนโต (ลูกชายคนที่หนึ่ง) โดยชื่อผู้ชายมีคำ “จะ”นำหน้า ส่วนชื่อผู้หญิงมีคำ “นา”นำหน้าอย่างเช่น “นาพือ”
สำหรับ เทศกาลงานประเพณีของลาหู่ มี 3 ประเพณีสำคัญ หนึ่ง-ประเพณีกินข้าวใหม่ สอง-คริสต์มาส (เดือน 12) จัดงานร้องเพลง สาม-ปีใหม่ตรุษจีน (ปีใหม่มูเซอ) ลาหู่ชายหญิงจะร่วมกันแสดงจะคึ อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ลาหู่ โดยต้นปี พ.ศ. 2568 ในเดือนมกราคมจะจัดงาน “ปีใหม่ลาหู่โลก” ที่อำเภอเมืองเชียงราย จะมีชาวลาหู่จาก 20 ประเทศทั่วโลก มาจาก จีน พม่า เวียดนาม สหรัฐอเมริกา มารวมกันมากกว่า 20,000 คน เพื่อร่วมกัน ฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณีของชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ใกล้จะเลือนหายไปจากสังคม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับคืนมาและสืบสานต่อไปยาวนาน
“นาพือ” สาวน้อยชาวลาหู่ ได้เผยถึงมุมมองของตนที่มีต่อวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ลาหู่ว่า ตนมีความภาคภูมิใจในตัวตนที่เป็นชาวชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์สืบสานกันมายาวนาน และชื่นชมการสู้ชีวิตของรุ่นปู่ย่าตายายรวมถึงบรรพบุรุษ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน สำหรับวิถีวัฒนธรรมและเทศกาลงานประเพณีลาหู่ ยินดีให้ความร่วมมือและทำตามคนเฒ่าคนแก่สั่งสอน แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตไม่ได้มีเผชิญกับอุปสรรคปัญหาอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ยอมรับว่าอาจจะไม่ค่อยเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก
มุมมองของชาวชุมชนฯ บนความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันแบบสันติวิธี
นายศรัลยวิชญ นวลเจริญ ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง อายุ 48 ปี เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่เกิดและเติบโตมาในอำเภอเบตง เขาเล่าว่า ปัญหาท้าทายของกลุ่มชาวลาหู่เบตง คือเรื่องบัตรประจำตัวประชาชน บัตรหมายเลข –0– (ศูนย์) การดูแลรักษาพยาบาล กรณีที่ไม่มีเอกสารรับรอก็ต้องจ่ายเงินค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ทางเราก็พยายามช่วยเหลือเท่าที่อำนาจหน้าที่จะทำได้ อย่างค่าน้ำนม และเรื่องการรับรองก็ช่วยเหลือกันไปตามบทบาทหน้าที่
ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ได้เข้ามาเติมเต็มชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนให้สมบุรณ์ และมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมุมมองด้าน “วิถีพหุวัฒนธรรม” และการที่ได้รับรางวัลสุดยอดชุมชนยลวิถี ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความสนใจและเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือน สร้างโอกาสและส่งเสริมให้ชุมชนเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ ไว้ว่าในตัวเมืองหรือในชุมชน มีกิจกรรมหรืองานใด ๆ ก็จะพา จะอือและชาวชุมชนจำนวนหนึ่งไปร่วมกิจกรรมการแสดง ออกบูธ ขายพืชผักผลไม้ที่ปลูกไว้ด้วย เพื่อให้พวกเขามีตัวตนและปรากฏอยู่ในสังคมของชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอยากมีและอยากได้นั่นคือ “จักรเย็บผ้า” เพื่อนำมาสร้างงานสร้างอาชีพให้กับ กลุ่มแม่บ้าน ที่มีฝีมือการทำ ชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าชาติพันธุ์ลาหู่ อันเป็นอัตลักษณ์ที่ภาคภูมิใจ และด้วยความสวยงามและโดดเด่น นักท่องเที่ยวทั้งจากมาเลเซียและอื่น ๆ นิยมมาซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างชุดสตรีลาหู่ขายได้ 10,000 กว่าบาท ส่วนชุดผู้ชายประมาณ 8,000 บาท
โอกาสและอนาคตของ “ชาวชุมชนลาหู่เบตง” ต้องอาศัย คนรุ่นใหม่ ที่ใช้โซเชียลสื่อออนไลน์ ในชุมชนนี้มีหลายคนที่มีแววที่จะเป็น “ยูทูปเบอร์” และ “ติ๊กต๊อกเกอร์” นำเสนอคอนเทนต์และรีวิวสินค้าได้
ชาวชุมชนนิยมปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันที่“โบสถ์คริสต์”ทุกวันอาทิตย์ เมื่อก่อนสร้างเป็นโบสถ์ไม้ไผ่ ต่อมาก่อสร้างใหม่ใช้ปูนและอื่น ๆ เพื่อให้มีความแข็งแรง มั่นคง และใช้เป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย
อาหารการกินของชุมชนลาหูเบตงคือ “ข้าวปุก” เกิดจากการนำข้าวเหนียวนึ่งมาใส่ลงในครกไม้ขนาดใหญ่แล้วตำ ระหว่างที่ตำอยู่นั้นจะมีเสียงดัง ปุก ปุก ปุก จนกลายเป็นก้อนแป้งที่เหนียวและนุ่ม หอม ทุกครัวเรือนนิยมปลูกพืชผักและผักสวนครัวมีไว้กินเอง และแบ่งบางส่วนไปขาย เพื่อสร้างรายได้ ส่วนสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ชุมชนชาวลาหู่ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากภาคเหนือ มีความคิดเห็นตรงกันว่า เบตงมีอากาศเย็นสบายดีตลอดปี ไม่ร้อนไม่หนาว มีฝนตกเกือบตลอดปี และไม่หนาวมากอย่างที่ภาคเหนือ ซึ่งห่มผ้าสามผืนแล้วก็ยังหนาวเย็นมาก
เรียนรู้การอยู่ร่วมกันผ่านสังคมการทำงาน
นายทวีศักดิ์ บัวเพชร ผู้จัดการทั่วไปของ “สวนส้มโชกุนช้าง” ชาวนครศรีธรรมราช ย้ายมาอยู่ที่อำเภอเบตง เพราะมีครอบครัวและทำงานในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน พบว่ามีชาวชาติพันธุ์ลาหู่กลุ่มแรกและเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เข้ามารับจ้างทำงานอย่างไม่เป็นทางการที่สวนส้มโชกุนช้างเมื่อปี พ.ศ. 2530-2531 จากนั้นก็มีการหมุนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนกลุ่มลาหู่ของ “จะอือ” เข้ามารับจ้างทำงานอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2555 เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ซึ่งต้องไปจดทะเบียนขออนุญาตให้ชาวต่างด้าวเข้ามาทำงานที่จังหวัดยะลา อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบทางราชการ และมีการทำสัญญาจ้างงานแบบมีเงินเดือน
เขาเล่าว่า ตอนนั้นทำเป็นที่ดินจัดสรร (ขายที่ดินเปล่า) เมื่อปี พ.ศ. 2551 เขา(จะอือ) เริ่มเข้ามาซื้อที่ ก็ผูกพันกันเรื่อยมา แล้วก็เริ่มเข้ามารับจ้างทำงานเป็นคนงานในสวนส้ม สมาชิกของเขา (จะอือ) มีเยอะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ หมุนเวียนกันเข้ามาทำงาน ต่อมาเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น แรงงานก็เริ่มถดถอย จะอือ เปลี่ยนจากแรงงานรับจ้างทั่วไป มาเป็นการรับเหมาแรงงาน มีพลังไปรับเหมา ไปเช่าสวนกรีดยาง รับเหมาตัดหญ้า รับเหมาถางป่า มีทีมงานและสามารถดึงแรงงานรับจ้างชาวลาหู่มาจากลุ่มนั้นกลุ่มนี้รวมกันได้ด้วย
“ความเก่งงานของชาวลาหู่มีมาระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะงานบนภูเขา อย่าง งานสวนขั้นบันได เมื่อก่อนที่เบตงไม่มี แต่พวกเขามีทักษะการทำสวนขั้นบันได ร่างกายเขาแข็งแรงและเขาเก่งกว่า เรายังต้องศึกษาเรียนรู้จากเขา สิ่งที่เติมให้เขาคือ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทักษะใหม่ ๆ ปรับเปลี่ยนหลายอย่างทั้งการกินอยู่หลับนอน การพัฒนาสวนเพื่อการค้า ปรับเปลี่ยนได้ เพราะทักษะฝีมือเขามีอยู่แล้ว เปลี่ยนรูปโฉมให้เป็นแบบที่เราต้องการ ไม่ทำแบบเดิม ๆ เพราะเราต้องไปสู้กับ(ตลาด) ข้างนอกให้ได้”
อุปสรรคมีบ้าง อย่างคนที่พูดไทยได้ก็คุยกันง่าย ส่วนคนที่สื่อสารไม่ได้ ไม่เข้าใจกัน บอกอย่างหนึ่งแต่เขาคิดไปอีกทาง อย่างการฉีดวัคซีนป้องกันไข้มาเลเรีย ไข้เลือดออก อยู่ที่นี่มันอันตราย ต้องเจาะเลือดไปตรวจทุกคน ก็มี 2-3 คนไม่ยอมให้เจาะเลือด ไม่ยอมตรวจ แต่ยอมออกจากงานไปเลยก็มี ผู้จัดการสวนส้มกล่าวทิ้งท้ายไว้
ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในภาคเหนือ ของประเทศไทย นับว่าเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าธรรมชาติและเอาตัวรอดได้และยังมีความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรเป็นอย่างดี ในขณะที่ กลุ่มชาวชาติพันธุ์ลาหู่เบตงในภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายของจะอือ เฉพาะที่ยะลา อำเภอเบตงกับอำเภอธารโต มีอยู่ประมาณ 700 กว่าหรือ 800 คน เฉพาะคนที่ย้ายมาจากทางภาคเหนือ ส่วนคนที่มาเกิดที่นี่ มีบัตรประชาชน รวมทั้งนักเรียน และรุ่นลูกหลานที่ได้รับบัตรประชาชนมาแล้ว โดยรวมมีอยู่เกือบ 10,000 คนแล้ว
ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง จาก “สังคมเกษตรกรรม” ปรับตัวสู่ “สังคมธุรกิจท่องเที่ยว”
กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดให้มีกิจกรรมท่องเที่ยววิถีใหม่สไตล์ New Normal จึงแสวงหา “ชุมชนที่มีศักยภาพ และความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ” ผ่านโครงการคัดเลือกชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” และดำเนินการส่งเสริมให้ชุมชนเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น พร้อมกับการผลักดันให้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ คาดหวังว่าให้มียอดนักท่องเที่ยวและรายได้เพิ่มขึ้น โดย “ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน” ซึ่งเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ได้รับเลือกเป็นชุมชนต้นแบบ ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของชาวลาหู่เบตง ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม “การโยกย้ายไปตามแรงงาน” และ “การโยกย้ายโดยภาครัฐบังคับ” ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากอดีตถึงปัจจุบัน และยังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และในทุกวัฒนธรรมย่อมมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนหลากหลายวนเวียนเป็นวัฏจักร หากเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ เปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีให้เป็น “ทรัพยากร” เมื่อนำไปใช้ ส่งออกไปแล้ว จะต้องนำกลับเข้ามาคืน เพิ่มเติมเสริมหรือสร้างใหม่ และควรให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพื่อความอยู่รอดและไปต่อได้
บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม
Originally published by IOM
โดย: รสวรรณภัทชก์ หงษ์สุวรรณ์, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
By: Rossawannaphat Hongsuwan, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program.
บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม
This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.