ไอแอลโอและแคนาดาเปิดตัวโครงการใหม่สร้างความเข้มแข็งภาคอุตสาหกรรมยางพาราไทย
กรุงเทพ ฯ (ข่าวไอแอลโอ) - องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เปิดตัวโครงการใหม่โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา เพื่อส่งเสริมสิทธิแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานยางพาราของไทย
โครงการ “เสริมสร้างหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานเพื่อส่่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน องค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้าง ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้แทนจากรัฐบาลแคนาดาและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เข้าร่วมงานเปิดตัว
โครงการ ฯ นี้มีระยะเวลาดำเนินงานสามปี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับแนวปฏิบัติด้านแรงงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในบริบทของความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความต้องการของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
โครงการนี้เสริมสร้างสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราของไทย โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเสรีภาพในการสมาคม การเจรจาต่อรองร่วม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งจะดำเนินงานผ่านการฝึกอบรม การปรึกษาหารือ และการปรับปรุงกฎหมาย ทั้งนี้รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะได้ร่วมกันสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อป้องกันและขจัดการใช้แรงงานเด็ก การคุ้มครองแรงงาน และการยกระดับความปลอดภัย โครงการนี้ยังส่งเสริมการสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรนายจ้างและลูกจ้าง พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยนั้นเป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกจ้างและธุรกิจอย่างไร
นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญและมีบทบาทในการเสริมสร้างสิทธิขั้นพื้นฐานแก่แรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศผ่านการสร้างงานที่มีคุณค่า (decent work) ในห่วงโซ่อุปทานยางพารา และเป็นข้อพิสูจน์ว่า การปฏิบัติต่อแรงงานด้วยความเป็นธรรม ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสถานที่ทำงาน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก และที่ขาดไม่ได้ คือ การดำเนินงานนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของ “ระบบไตรภาคี” ประกอบด้วย รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง อันเป็นหลักการที่กระทรวงแรงงานยึดมั่นมาโดยตลอด พร้อมด้วยการสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รัฐบาลแคนาดา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถเสริมสร้างกรอบการคุ้มครองแรงงาน รับรองงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากลต่อไป”
คุณแพตตี้ ไฮดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและครอบครัว และรัฐมนตรีรับผิดชอบองค์การพัฒนาเศรษฐกิจรัฐออนแทรีโอเหนือ แคนาดา กล่าวว่า "แรงงานเป็นมากกว่าผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ แต่พวกเขายังขับเคลื่อนความก้าวหน้า ค้ำจุนครอบครัว และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ด้วยเหตุนี้ แคนาดาจึงทำงานร่วมกับประเทศไทยและพันธมิตรผ่านโครงการเสริมสร้างหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานเพื่อส่่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย เพื่อคุ้มครองสิทธิ ยึดมั่นในมาตรฐานแรงงานสากล และสร้างอนาคตที่แรงงานทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมในการประสบความสำเร็จ"
นายจอห์น เซอเซลลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานแห่งแคนาดา กล่าวว่า "สิทธิแรงงานคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องให้การสนับสนุนแก่ประเทศคู่ค้าของเรา เช่น ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งการคุ้มครองสิทธิแรงงานในสถานประกอบการ ในทุกวัน เราทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคน"
นางศิริวรรณ ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและการเจรจาทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงแค่พันธกิจทางศีลธรรม หากแต่ยังเป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การร่วมมือระหว่างภาครัฐ แรงงาน และพันธมิตรระหว่างประเทศทำให้นายจ้างสามารถมีส่วนช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน สร้างค่านิยมในการดำเนินธุรกิจ สร้างงานที่มีคุณค่าสำหรับแรงงาน และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือทางการค้าที่มีความยั่งยืน”
นายทวี เตชะธีราวัฒน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย เสริมว่า “โครงการนี้คือโอกาสสำคัญที่แรงงานสามารถแสดงพลังและสะท้อนความต้องการอย่างแท้จริงผ่านการเจรจาทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน การเคารพสิทธิในการรวมตัว และเจรจาต่อรองร่วมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การสร้างงานที่มีคุณค่าและความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับแรงงานงานทุกคน”
นางเสี่ยวเยี่ยน เฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป. ลาว กล่าวว่า “โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาทางสังคมที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ การรวมตัวกันของภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน จะทำให้เราสามารถสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและลงมือปฏิบัติได้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่ปกป้องสิทธิของแรงงานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกอีกด้วย”
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตยางทั้งหมดของโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นและชื้น ประเทศไทยจึงสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกยางไปจนถึงการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือ ท่อยาง และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 19.22 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้และการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 6 ล้านคน ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยจนถึงแรงงานในโรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม