ห้องเรียนอัจฉริยะกำลังพลิกโฉมการเรียนรู้ในภาคอีสานของไทย
โมเดลหัวใจที่มีเส้นเลือดสีน้ำเงินเด่นชัดถูกวางลงบนถาดโลหะโดยครูพิมดาว นุดกลนารงฤทธิ์ และเมื่อภาพถูกฉายขึ้นบนหน้าจออัจฉริยะด้านหลัง มันดูสมจริงจนแทบไม่เหมือนพลาสติก แม้ผู้เข้าร่วมอบรมในห้องเรียนอัจฉริยะของโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคมจะสวมชุดสุภาพ แต่ในจังหวะนั้น ทุกคนกลับโน้มตัวเข้าหาหน้าจออย่างตั้งใจ ราวกับเป็นนักเรียนที่กำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างตรงหน้า
สำหรับอณัศยา บูรพา ครูสอนภาษาอังกฤษจากโรงเรียนสิริเกศน้อมเกล้าจังหวัดศรีสะเกษ ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เธอได้สัมผัสในห้องเรียนของตัวเองตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เธอเล่าว่า ก่อนที่จะมีการนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา “การเรียนค่อนข้างเป็นแบบรับฟังมากกว่า และนักเรียนไม่ค่อยกล้าอาสาตอบคำถาม” แต่ในวันนี้ “บทเรียนมีความโต้ตอบมากขึ้น และนักเรียนก็มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากขึ้น”
โรงเรียนของครุอนัสยาเป็นหนึ่งใน 10 โรงเรียนนำร่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วมโครงการ Technology-enabled Open Schools for All (TEOSA) ซึ่งดำเนินงานโดยยูเนสโก กรุงเทพฯ ร่วมกับบริษัทหัวเว่ย และกระทรวงศึกษาธิการ ในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2568 โครงการได้พัฒนา “โรงเรียนแม่ข่าย” ในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ จังหวัดละ 1 แห่ง โดยติดตั้งห้องเรียนอัจฉริยะที่ประกอบด้วยหน้าจออินเทอร์แอคทีฟ กล้องเอกสาร คอมพิวเตอร์ประจำโต๊ะ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โรงเรียนแม่ข่ายแต่ละแห่งยังเชื่อมต่อกับ “โรงเรียนลูกข่าย” โดยรอบอีก 4 แห่ง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดและเข้าร่วมการเรียนการสอนร่วมกันได้แบบเรียลไทม์
ความจำเป็นของโครงการนี้มีความเร่งด่วนอย่างยิ่ง จากการประเมินระดับชาติในปี 2565 โดยธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) พบว่า เยาวชนและประชากรวัยทำงานของไทยถึง 74.1% ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน
โครงการ TEOSA ซึ่งยังดำเนินการในประเทศบราซิลและอียิปต์ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของยูเนสโกในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG 4) ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันสากลแห่งการเรียนรู้ดิจิทัล ยูเนสโก ยูนิเซฟ และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) จะร่วมกันเปิดตัว “กฎบัตรแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลสาธารณะ” ซึ่งเป็นกรอบแนวทางในการขยายการศึกษาเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
“วันสากลแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีในโรงเรียนกำลังเป็นหัวใจของโอกาสที่เท่าเทียม” มารีนา ปาทริเย รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโกภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานแห่งสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก กล่าว “แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่เราต้องการสนับสนุนคือการเติบโตไปพร้อมกันของทั้งครูและผู้เรียน ในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง”
ภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างครูและเทคโนโลยีปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4–5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ครูจำนวน 45 คนจากโรงเรียนนำร่องได้เข้าร่วมการอบรมและพัฒนาวิชาชีพด้านการใช้เครื่องมือในห้องเรียนอัจฉริยะ โดยอ้างอิงกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูของยูเนสโก ในโอกาสเดียวกัน ยังมีการนำเสนอกรอบสมรรถนะ AI สำหรับนักเรียน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากการนำ AI ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม รายงาน Global Education Monitoring Report ปี 2023 ของยูเนสโกระบุว่า ปัจจุบันมีเพียงครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกที่มีมาตรฐานในการพัฒนาทักษะ ICT สำหรับครู ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญที่โครงการ TEOSA มุ่งเข้ามาช่วยเติมเต็ม
หนึ่งวันก่อนการสาธิตวิชาชีววิทยา ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ได้เผยให้เห็นภาพตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงในห้องเรียน นักเรียนราว 20 คนต่างยกมือแข่งขันกันเพื่อออกมาแสดงวิธีแก้โจทย์ เมื่อมีนักเรียนคนหนึ่งได้รับเลือก กล้องเอกสารก็ถ่ายทอดภาพแบบฝึกหัดของเขาขึ้นบนหน้าจอด้านหลัง ทำให้ทั้งห้องสามารถติดตามไปพร้อมกันได้
“พอชวนนักเรียนออกมาหน้าชั้น ไม่ว่าจะเขียนหรือแก้โจทย์บนกระดาน พวกเขาจะยิ่งสนุกกับการเรียนมากขึ้น” วรนิติพัศณ์ วรแก่นทรายกล่าว “ทุกคนอยากออกมาลอง และอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น”
สำหรับศิรวิทย์ โกรัมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความสนุก แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เขาเรียนรู้ด้วย “หน้าจอขนาดใหญ่ช่วยให้เราเข้าใจกฎฟิสิกส์ได้ชัดขึ้นมาก” เขาเล่า “มันทำให้ผมอยากเรียนรู้และลองค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกับเทคโนโลยี”
การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าในระดับนโยบาย โดยกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูของยูเนสโก ได้ถูกนำไปพัฒนาหลักสูตรความปลอดภัยและความฉลาดรู้ดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกันนี้ มีแผนอบรมครูแกนนำราว 200 คนในปี 2569 เพื่อขยายผลทั่วประเทศ ใน สปป.ลาว ยูเนสโกยังได้สนับสนุนสถาบันฝึกอบรมครูทั้ง 16 แห่ง ให้ใช้หลักสูตรดิจิทัลใหม่ เพื่อยกระดับทักษะ ICT และ AI อย่างเป็นระบบ
บทเรียนชีววิทยาของครูพิมดาวที่โรงเรียนแม่ข่ายถูกถ่ายทอดสดและบันทึกไว้ ทำให้ครูในโรงเรียนลูกข่ายโดยรอบสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ เธอเล่าว่า ในอดีต การสอนแบบเดียวกันนี้ต้องใช้หัวใจหมูจริง และต้องอาศัยห้องเรียนที่เล็กพอให้นักเรียนทุกคนมองเห็นได้อย่างทั่วถึง “บทบาทของครูไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป” อนัสยา กล่าว “เราไม่ได้เป็นแค่ผู้สอน แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริง”
เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNESCO Bangkok