สหประชาชาติในประเทศไทย

สหประชาชาติทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและประชาชนไทยมากว่า 50 ปี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ครอบคลุมและยั่งยืน โดยยึดตามวาระสำคัญและแผนงานระดับชาติ ทีมสหประชาชาติประจำประเทศประกอบด้วยหน่วยงานของสหประชาชาติ 19 หน่วยงาน ซึ่งต่างดำเนินโครงการและกิจกรรมเฉพาะด้านในประเทศไทย งานของเราได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือที่ล้ำค่าระหว่างเรากับรัฐบาลไทย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับชาติ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ผู้บริจาค และสื่อมวลชน นอกจากนี้ เรายังทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมกาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสหประชาชาติสำหรับเอเชียแปซิฟิก (เอสแคป) อีกด้วย

องค์การสหประชาชาติในประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งทักษะ ความรู้ ประสบการณ์ และการอุทิศตนพื่อภารกิจของสหประชาชาติ นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่าทรัพยากรของสหประชาชาติจะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิผลมากที่สุดเพื่อช่วยหนุนเสริมปณิธานของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใน ค.ศ. 2030 เจตนารมณ์ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถสรุปได้ด้วยประโยคสั้น ๆ ว่า เราจะ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นี่คือหลักการที่เป็นแนวทางให้กับกิจกรรมทุกอย่างที่ครอบครัวสหประชาชาติทำในประเทศไทย

ด้วยเหตุนี้ ทีมสหประชาชาติในประเทศไทยจึงได้ลงนามในกรอบภาคีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNPAF 2017-2021 กับรัฐบาลไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 เอกสารนี้อธิบายแนวทางการทำงานของหน่วยงานในระบบสหประชาชาติทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือในประเด็นด้านการพัฒนาที่สำคัญของประเทศ กรอบภาคีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNPAF 2017-2021) ยังระบุอย่างละเอียดถึงผลที่จะเกิดขึ้น (ผลลัพธ์ที่สหประชาชาติต้องการบรรลุ) ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า และความรับผิดชอบของหน่วยงานของสหประชาชาติตามที่ตกลงกับรัฐบาล ผลลัพธ์ในกรอบภาคีเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 สำหรับ พ.ศ. 2560-2564

UN in Thailand
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย

เหตุการณ์สำคัญ

  1. สหประชาชาติสนับสนุนรัฐบาลและประชาชนในประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาการระบาดใหญ่ของโรคโควิด 19 โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริการและขีดความสามารถด้านสาธารณสุขของรัฐ เพื่อที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สหประชาชาติผลักดันการเพิ่มเบี้ยช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ และขณะนี้กำลังสนับสนุนรัฐบาลโดยการช่วยเฝ้าระวังกรณีความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงต่อเด็กตามเวลาจริง เพื่อช่วยให้ประเทศสามารถสร้างใหม่ให้ดีกว่าเดิม สหประชาชาติยังได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน และอุตสาหกรรม และเพื่อส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สหประชาชาติได้ทำการสื่อสารไปยังผู้ใช้สื่อกว่า 14 ล้านคน เพื่อขยายขอบเขตการสื่อสารด้านความเสี่ยง และช่วยสร้างแนวทางในการโต้ตอบคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง และส่งเสริมสุขภาวะทางอารมณ์
  2. สหประชาชาติสนับสนุนภารกิจในการกำจัดไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทยเมื่อปี 2562 ซึ่งปรสบผลสำเร็จก่อนเป้าหมายระดับภูมิภาคที่กำหนดไว้ในปี 2563 สหประชาชาติยังมีส่วนช่วยในการลดอัตราการป่วยด้วยไข้มาลาเรียในระดับชุมชนได้สำเร็จถึงร้อยละ 77 ตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2562 และให้การสนับสนุนทางวิชาการในโครงการรณรงค์อย่างเขิ้มข้นเพื่อการสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคหัดในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้ สหประชาชาติกำลังสนับสนุนรัฐบาลในการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือการลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นให้เหลือ 25 คนต่อ 1,000 คนภายในปี 2569 เมื่อเทียบกับอัตราปัจจุบันคือ 50 คน ต่อ 1,000 คน ผ่านการผลักดันทางนโยบายและการสนับสนุนทางวิชาการเพื่อแก้ไขและเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในปัจจุบัน
  3. องค์การสหประชาชาติกำลังส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถปรับตัวเพื่อใช้แนวทางที่ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ สหประชาชาติสนับสนุนการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน โดยยกระดับการจัดการระบบนิเวศป่าพรุให้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน การบูรณาการแผนพัฒนาวิถีคาร์บอนต่ำ และการสาธิตแนวทางแก้ปัญหาในเมืองเป้าหมาย ตลอดจนการสอดแทรกประเด็นการเปิดกว้างทางเพศและทางสังคมเข้าไว้ในกรอบการจัดทำงบประมาณสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมทั้งหมดนี้ช่วยให้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนรวม 14,000 ตัน ขยะมูลฝอยมากกว่า 210,000 ตันต่อปีถูกนำมาใช้ประโยชน์ และยังสามารถผลิตพลังงานได้ 266,000เมกะวัตต์-ชั่วโมง
  4. สหประชาชาติดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์การย้ายถิ่นแบบครอบคลุม โดยได้เผยแพร่ “รายงานการย้ายถิ่นของประเทศไทย” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสหประชาชาติ รายงานนี้ประเมินความท้าทายที่ผู้อพยพต้องเผชิญ ตลอดจนความคืบหน้าในการให้การคุ้มครองและเปิดพื้นที่ให้กับกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อเป็นแนวทางในการวางนโยบายในอนาคต รายงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ในประเทศไทย โดยมองจากมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ และบทบาทของสหประชาชาติในการให้คำแนะนำและการสนับสนุนทางวิชาการ
  5. สหประชาชาติกำลังให้ช่วยผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายแบบบูรณาการสำหรับระบบการคุ้มครองทางสังคมของประเทศไทย ผ่านโครงการความร่วมมือของกองทุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อการคุ้มครองทางสังคม โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เนื้อหาของแนวทางแก้ไขปัญหาคือการเพิ่มเพดานเบี้ยช่วยเหลือเด็ก ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี จำนวน 2 ล้านคน การช่วยเหลือทางการเงินนี้จะถูกเชื่อมโยงเข้ากับบริการทางสังคมอื่น ๆ นอกจากนี้ยังให้การช่วยเหลือแรงงานที่ทำงานในบ้าน รวมถึงแรงงานอพยพ โดยการจัดหาทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้ได้รับการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากแผนประกันสังคมที่มีอยู่
  6. สหประชาชาติและรัฐบาลได้พัฒนาความร่วมมือพิเศษผ่านกลุ่มปฏิบัติงานด้านโรคไม่ติดต่อซึ่งมีนายกรัฐมนตรีและผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยเป็นประธานร่วม กลุ่มปฏิบัติงานนี้จะทำงานเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ผ่านการรณรงค์การใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ จัดการกับการแทรกแซงจากธุรกิจยาสูบ แอลกอฮอล์ ผู้ก่อมลพิษทางอากาศ และอุตสาหกรรมอาหาร เพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเพิ่มความหวาน และทำให้ระบบภาษียาสูบเรียบง่ายขึ้น

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย

การทำงานของหน่วยงานทั้ง 19 แห่งของสหประชาชาติในประเทศไทยครอบคลุมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งหมดในฐานะประเทศผู้มีรายได้ปานกลางระดับสูงจากการประเมินโดยองค์การสหประชาชาติ ทีมสหประชาชาติประจำประเทศจะสนับสนุนกิจกรรมที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังต่อไปนี้ ข้อ 1.3 การขยายขอบเขตการคุ้มครองทางสังคม ข้อ 3.4 การแก้ปัญหาเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อ ข้อ 4.1 การช่วยให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่เยาวชนอพยพ ข้อ 5.5 การสนับสนุนเพื่อให้สตรีมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองมากขึ้น ข้อ 8.3 การสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมโดยเยาวชน ข้อ 10.2 การเปิดรับคนชายขอบ โดยเฉพาะชุมชน LGBTI ข้อ 10.7 การดูแลการโยกย้ายถิ่นฐาน ข้อ 13.2 ยุทธศาสตร์เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ข้อ 16.1 การสนับสนุนความสามัคคีในสังคมเพื่อยุติความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย ข้อ 16.9 การผลักดันและสนับสนุนการยุติปัญหาคนไร้สัญชาติ ข้อ 17.7 การเป็นพันธมิตรกับภาคเอกชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และข้อ 17.9 การแบ่งปันประสบการณ์ของประเทศไทยและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดผ่านการแลกเปลี่ยนใต้ – ใต้