ล่าสุด
วิดีโอ
06 มกราคม 2026
โอกาสมาถึงแล้ว รีบคว้าไว้ Ambassador for a Day ซีซั่น 6 #AmbassadorForADayTH
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
12 ธันวาคม 2025
กระทรวงสาธารณสุขไทย-องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ร่วมมือส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
08 ธันวาคม 2025
“รมว.พัฒนา” หนุนลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจาก “หลับใน” เร่งให้รู้เท่าทันอาการเสี่ยง พร้อมผลักดันมาตรการที่ยั่งยืน
เรียนรู้เพิ่มเติม
ล่าสุด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย
ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนเชิงพื้นที่ (SDG localization) เพื่อนำวาระการพัฒนาระดับโลกสู่ชุมชนท้องถิ่นให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล ผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นที่ผ่านมา ได้แก่ ความพยายามในการส่งเสริมระบบการคุ้มครองทางสังคมแบบบูรณาการสำหรับทุกคน (เป้าหมาย 1.3) การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เป้าหมายที่ 3.4) การให้การศึกษาที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงเด็กในกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (เป้าหมาย 3.4) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี (เป้าหมาย 5.5) อีกทั้งยังมุ่งเสริมพลังและความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และส่งเสริมนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่โดยเน้นสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจและการพลิกโฉมวิสาหกิจด้วยระบบดิจิทัล (เป้าหมาย 8.3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพ (LGBTI) (เป้าหมาย 10.2) รวมถึงการดำเนินงานด้านการอภิบาลแรงงานข้ามชาติเพื่อส่งเสริมให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกกฎหมาย และมีระเบียบที่ชัดเจน (เป้าหมาย 10.7) นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติยังได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เป้าหมาย 13.2) การจัดการขยะมูลฝอย (เป้าหมาย 11.6) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและภาคการเงินและการลงทุนที่เกื้อหนุนอุตสาหกรรมสีเขียวในหมู่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เป้าหมาย 7.2) สนับสนุนสิทธิการเป็นพลเมืองที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของประชาชน (เป้าหมาย 16.9) และแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของไทยกับนานาประเทศ ผ่านความร่วมมือไตรภาคีแบบใต้-ใต้ (เป้าหมาย 17.9) สู่การพลิกโฉมสังคมไทยไปพร้อมกับทุกภาคส่วน ให้มีความรุ่งเรือง มั่งคั่ง ยั่งยืน และครอบคลุม
ภาพ
24 ตุลาคม 2025
ประเทศไทยร่วมฉลองวันองค์การสหประชาชาติ (United Nations Day)
ประเทศไทยร่วมฉลอง 80 ปี สหประชาชาติ ร่วมขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดตัวนิทรรศการพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030”
1 of 5
https://www.flickr.com/photos/unthailand/albums/72177720329883138
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 พฤศจิกายน 2025
ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลองวันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 และเปิดตัวปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (International Volunteer Year 2026 – IVY 2026)
29 พฤศจิกายน 2568 (กรุงเทพฯ) – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติในประเทศไทย (UNRCO) โครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UNV Asia-Pacific) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ร่วมจัดงานเฉลิมฉลอง วันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 (International Volunteer Day – IVD 2025) ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานครการจัดงานในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิดระดับโลก “Every Contribution Matters – ทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีความหมาย” เพื่อเปิดตัว ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (IVY 2026) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำพลังของจิตอาสา ความเข้มแข็งของชุมชน และบทบาทสำคัญของอาสาสมัครในการขับเคลื่อนสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย “อาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนพิการ อาสาสมัคร เครือข่ายเยาวชน และภาคประชาชนได้ร่วมกันวิ่งอย่างเท่าเทียม สะท้อนว่าสังคมอาสาเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “A Ripple of Kindness” กิจกรรมการให้และการส่งต่อ สิ่งของจำเป็นเพื่อแบ่งปันสำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนในงาน ร่วมกันจัดสิ่งของและส่งต่อไปยังศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้วยการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากอาสาสมัคร ผู้ร่วมงานเครือข่ายภาคเอกชน โดยเฉพาะเครือสหพัฒน์ ที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้ ตามแนวคิด cooperate volunteer ขององค์กรผู้นำภาครัฐและสหประชาชาติยกย่องวัฒนธรรมอาสาสมัครเข้มแข็งของประเทศไทยผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมงาน ได้แก่คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คุณเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล ผู้จัดการโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคุณเชษฐพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ปฏิบัติงานอาสาสมัครทั้งทางการและไม่เป็นทางการมากกว่า 18 ล้านราย (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2568) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานบริการสังคม การช่วยเหลือชุมชน และการพัฒนาทุกระดับ พร้อมเน้นย้ำว่าวันอาสาสมัครสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเชิดชูอาสาสมัครทั่วโลกสหประชาชาติชื่นชมประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ กล่าวย้ำว่า “อาสาสมัครคือหนึ่งในพลังสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยอาสาสมัครมีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และทำให้มั่นใจว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”คุณนีฟกล่าวชื่นชมวัฒนธรรมอาสาในสังคมไทยว่าเป็น “พลังอันงดงามของความเป็นผู้นำภาคประชาชน” และกิจกรรมอาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion แสดงให้เห็นถึง “ความหลากหลายและความทั่วถึงที่เป็นหัวใจของเครือข่ายอาสาสมัครไทย” โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามามีบทบาทอย่างเท่าเทียมเธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเปิดตัว IVY 2026 ในวันนี้สะท้อนบทบาทการนำที่เข้มแข็งของประเทศไทย ซึ่งเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคและระดับโลก สหประชาชาติขอยืนเคียงข้างประเทศไทยในการเดินหน้าสู่ปีแห่งอาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”UNV ชูบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในเวทีอาสาสมัครโลกคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล กล่าวถึงความสำคัญของปี IVY 2026 ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (มติ A/RES/78/127) โดยมีเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนที่ “ครอบคลุมอย่างแท้จริง” ทำให้ทุกการมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร “มองเห็น มีค่า และได้รับการยอมรับ”คุณคริสเตียนกล่าวถึงแนวโน้มสำคัญของงานอาสาสมัครทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยระบุว่า มีประชาชนกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลก ทำงานอาสาสมัครเป็นประจำทุกเดือน คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรโลก และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติกำลังเตรียมเปิดตัว ดัชนีการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครโลก (Global Index of Volunteer Engagement) ในรายงาน สถานะอาสาสมัครโลก ซึ่งจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันอาสาสมัครสากล วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ นครนิวยอร์กคุณคริสเตียนปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนว่า “เรามาร่วมกันทำให้ IVY 2026 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง แรงบันดาลใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และปีแห่งการลงมือทำ เพื่อสร้างระบบอาสาสมัครที่ครอบคลุมและรองรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัย เพศ ความสามารถ หรือพื้นเพใด ๆ”ประเทศไทยเดินหน้าสู่ปีอาสาสมัครไทย 2569คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ กล่าวถึงความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อน ปีอาสาสมัครไทย 2569 ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย IVY 2026 โดยเน้น 3 แนวทางพัฒนางานอาสาสมัครไทยที่สำคัญ ได้แก่การพัฒนานโยบายและกฎหมายด้านอาสาสมัครการยกระดับระบบบริหารจัดการงานอาสาสมัครสู่มาตรฐานสากลการเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และแรงจูงใจแก่เครือข่ายอาสาสมัครพร้อมด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาสาสมัครระดับชาติ (National Volunteer Web Portal) และกลไกการประสานงานในระดับภูมิภาค รวมถึงการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และค่านิยมการอาสา เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ดีขึ้นก้าวแรกที่แข็งแกร่งสู่ปีแห่งอาสาสมัครระดับโลกการเฉลิมฉลองครั้งนี้สะท้อนบทบาทผู้นำของประเทศไทยในการขับเคลื่อน IVY 2026 และแสดงศักยภาพของอาสาสมัครไทยในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และยั่งยืน สหประชาชาติในประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม เยาวชน คนพิการ และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพลังของประชาชน
1 of 5
เรื่อง
08 ธันวาคม 2025
“รมว.พัฒนา” หนุนลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจาก “หลับใน” เร่งให้รู้เท่าทันอาการเสี่ยง พร้อมผลักดันมาตรการที่ยั่งยืน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมวิชาการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” สร้างการรู้เท่าทันอาการเสี่ยงที่ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุจากการ “หลับใน” ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับ 3 ของอุบัติเหตุทางถนน พร้อมผลักดันให้เกิดมาตรการที่ยั่งยืนตามแผนแม่บทแห่งชาติความปลอดภัยทางถนน ลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจาก 26 คนต่อประชากรแสนคน ในปี 2567 ให้เหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2570 วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) ที่ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมวิชาการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” National Road Safety Campaign “Don’t Drive Drowsy” Stay Awake, Stay Alive โดยมี พญ. อายหลัน หลี (Dr. Alian Li) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ประธานกรรมการทุนง่วงอย่าขับ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มูลนิธิรามาธิบดี ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ร่วมงาน นายพัฒนากล่าวว่า การบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญในระดับประเทศและระดับโลก โดยในปี 2567 ไทยมีผู้เสียชีวิตทางถนน 17,477 ราย บาดเจ็บกว่า 1.3 ล้านคน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 228,018 คน ส่งผลให้มีผู้พิการถึง 10,489 คน ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลต่อสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง เฉพาะมูลค่าความสูญเสียจากผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละปี สูงถึงร้อยละ 6 ของ GDP ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข นอกจากดำเนินบทบาทหลักในการรักษา พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ทันท่วงที รวมถึงเพิ่มศักยภาพการรักษาเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้มากขึ้น ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น การรณรงค์ “ดื่มไม่ขับ” เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและลดความสูญเสีย ให้ได้ตามเป้าหมายแผนแม่บทแห่งชาติความปลอดทางถนน คือ อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไม่เกิน 12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2570 จากในปี 2567 ที่อยู่ที่ 26 คนต่อประชากรแสนคน นายพัฒนากล่าวต่อว่า “การหลับใน” ถือเป็นสาเหตุอันดับ 3 ของอุบัติเหตุทางถนน รองจากการขับรถเร็วและการตัดหน้ากระชั้นชิด (ข้อมูลจากระบบ PRS : Police Road Safety ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) โดยปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้ขับขี่ เช่น การอดนอน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคประจำตัวหรือยา ซึ่งส่งผลต่อสมาธิและการตอบสนอง และทำให้เกิดความรุนแรงสูงกว่าสาเหตุอื่น เนื่องจากทำให้สูญเสียการควบคุมรถโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้ผู้ร่วมถนนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันอาการเสี่ยงและสามารถป้องกันตนเองได้ โดยสร้างความรอบรู้ด้านข้อจำกัด และสมรรถนะทางสุขภาพต่อการขับขี่ รวมถึงผลักดันให้เกิดมาตรการที่ยั่งยืนในการลดอุบัติเหตุจากการหลับใน เนื่องจากปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ควบคุมพฤติกรรม “หลับในขณะขับรถ” ด้าน นพ.มณเฑียรกล่าวว่า การประชุมวิชาการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ “ง่วงไม่ขับ ชีวิตไม่เสี่ยง” จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และผลักดันนโยบายการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจากปัญหาการหลับในขณะขับขี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยกรมควบคุมโรค ได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เพื่อ Kick-off กิจกรรมการรณรงค์ “ง่วงไม่ขับ” ประกอบด้วย การสร้างความรอบรู้ด้านข้อจำกัดของร่างกายประเด็นความเหนื่อยล้า หลับใน, สมรรถนะทางสุขภาพต่อการขับขี่, การปฏิบัติตัว รวมทั้งเทคโนโลยีในการตรวจรักษา เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว
1 of 5
เรื่อง
24 ตุลาคม 2025
คืนชีวิตใหม่ให้ขยะด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น: พสธร เดชศิริอุดม-ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ
พสธร เดชศิริอุดม และ ก่อคเณศ รุ้งสันเทียะ มองเห็นโอกาสในสิ่งที่คนอื่นมองข้าม ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้ง วิสาหกิจชุมชนอ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์ม ด้วยแนวคิดเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือการเปลี่ยนของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าฟางข้าว เปลือกผลไม้ และกากชานอ้อยที่เคยไร้ราคา ถูกนำมาแปรรูปเป็นสีย้อมธรรมชาติสำหรับงานทอผ้าไทย การเข้าร่วมโครงการกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Industrial Development Organization: UNIDO) ช่วยเสริมศักยภาพทางธุรกิจ และยกระดับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบสิ่งที่เริ่มจากการทดลองเล็ก ๆ วันนี้กลายเป็นโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่จับต้องได้ ไม่เพียงช่วยลดการใช้สารเคมี แต่ยังสร้างงานให้ผู้สูงอายุและคนพิการในชุมชน"เราอยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของธรรมชาติ และใช้ทรัพยากรที่อยู่รอบตัวอย่างรู้คุณค่า" ทั้งคู่กล่าวรางวัลชนะเลิศจากโครงการ “พลอยได้ พาสุข” (Ploy Dai...Pasuk) ซึ่งจัดโดย UNIDO ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและภาคีต่าง ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) คือเครื่องยืนยันความสำเร็จของอ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มที่เป็นมากกว่าเพียงแหล่งผลิตสีย้อมธรรมชาติ แต่ยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้ที่พิสูจน์ให้สังคมเห็นแล้วว่า เศรษฐกิจชุมชนและความยั่งยืนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ปัจจุบัน อ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์มก้าวสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน เปิดพื้นที่ให้คนท้องถิ่น นักเรียน นักศึกษา และผู้มาเยือนได้เรียนรู้การย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติและภูมิปัญญาดั้งเดิม บทบาทใหม่นี้สะท้อนชัดว่า เหลือทิ้งสามารถเป็นจุดตั้งต้นของอนาคตที่ยั่งยืนได้
1 of 5
เรื่อง
24 ตุลาคม 2025
บรรณาธิการผู้มองไม่เห็น ผู้สร้างพื้นที่ให้คนพิการได้เล่าเรื่องของตนเอง: สโรชา กิตติสิริพันธุ์
แม้การมองเห็นจะมีข้อจำกัด แต่จินตนาการของ สโรชา กิตติสิริพันธุ์ ไม่เคยถูกจำกัด เธอเติบโตท่ามกลางหนังสือและเสียงอ่านจากคนในครอบครัว สั่งสมความรักในตัวอักษรจนก้าวสู่บทบาทผู้ก่อตั้ง PaperyBfly สำนักพิมพ์แห่งแรกในประเทศที่บริหารโดยคนพิการ พื้นที่ซึ่งเธอใช้เปลี่ยนความเงียบให้กลายเป็นพลังเชื่อมความเข้าใจเรื่องความพิการกับสังคมในวงกว้างจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2564 เมื่อสโรชาเข้าร่วมโครงการ Youth Co:Lab ของ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) เวทีนี้ช่วยบ่มเพาะทั้งทักษะและความมั่นใจ จนเธอสามารถต่อยอดความฝันในการทำพอดแคสต์ จัดรายการวิทยุ และก่อตั้งสำนักพิมพ์ของตนเองได้สำเร็จ พิสูจน์ให้เห็นว่า โอกาสที่เท่าเทียม เมื่อผสานกับการใช้อักษรเบรลล์และนวัตกรรมเสียงอย่างสร้างสรรค์ สามารถยกระดับคนพิการสู่บทบาทนักสื่อสารมืออาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพ“เราทุกคนช่วยกันดูแลสังคมนี้ได้ พลังที่ยิ่งใหญ่เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ในทุกวัน” สโรชากล่าวทิ้งท้าย ย้ำว่าการสร้างสังคมที่นับรวมทุกคนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากการเปิดใจรับฟังเรื่องราวของกันและกัน
1 of 5
เรื่อง
12 ธันวาคม 2025
กระทรวงสาธารณสุขไทย-องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ร่วมมือส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ
ตาก ประเทศไทย – กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทย จัดโครงการดูแลสุขภาพผู้ย้ายถิ่นชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ จ.ตาก เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ หวังลดความเสี่ยงโรคระบาด พร้อมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ช่วยเสริมกำลังบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า และพัฒนาความร่วมมือข้ามพรมแดนเฝ้าระวังโรคระบาดนพ. สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ในสถานะไม่ปกติประมาณ 1.8 ล้านคน และมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อ เช่น วัณโรค มาลาเรีย และเอชไอวี เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้ย้ายถิ่นไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข จะทำให้สุขภาพของทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน ประเทศไทยจึงเดินหน้าขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุมผู้ย้ายถิ่นและกลุ่มประชากรเคลื่อนย้าย รวมถึงประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดูแลประชากรกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องนพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า จากรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของประเทศไทย พ.ศ. 2567 มีผู้ย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศไทย กว่า 1.1 ล้านคน และเกือบร้อยละ 40 เดินทางผ่านจังหวัดตาก ทำให้ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ต้องรองรับภาระที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ในภาวะเปราะบางยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทั้งจากข้อจำกัดทางภาษา สถานะทางกฎหมาย ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทย จัดโครงการเสริมสร้างการกำกับดูแลสุขภาพผู้ย้ายถิ่นระดับท้องถิ่นและสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ย้ายถิ่นในพื้นที่จังหวัดตาก ระยะเวลา 2 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสุขภาพผู้ย้ายถิ่น โดยมุ่งให้ผู้ย้ายถิ่นและชุมชนชายแดนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้มากขึ้นด้าน ดร. ลีน่า บันดารี หัวหน้าแผนกสุขภาพผู้ย้ายถิ่น IOM ประเทศไทย กล่าวว่า การนำร่องโครงการในจังหวัดตากครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ย้ายถิ่นและชุมชนตามแนวชายแดนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยการดำเนินการ ประกอบด้วย 1) เสริมศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนผู้ย้ายถิ่นและผู้ให้บริการสุขภาพ 2) เสริมกำลังบุคลากรสาธารณสุขแนวหน้าและโรงพยาบาลชายแดน เช่น โรงพยาบาลแม่สอด และ 3) พัฒนาความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านระบบเฝ้าระวังโรค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งไอโอเอ็ม หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ โมะเมน นาเดอร์ ที่ mnader@iom.int หรือ อนนุชมา เชรษฐา ที่ anshrestha@iom.int
1 of 5
เรื่อง
25 ตุลาคม 2025
80 ปีแห่งสหประชาชาติและคำมั่นแห่งพหุภาคีนิยม
เมื่อแปดสิบปีก่อน ท่ามกลางเถ้าถ่านแห่งสงคราม โลกได้รวมพลังกันภายใต้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ ด้วยความเชื่อมั่นว่า “สันติภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความรุ่งเรือง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศร่วมมือกัน” คำประกาศขึ้นต้นแห่งกฎบัตรสหประชาชาติที่ว่า “พวกเราประชาชนแห่งสหประชาชาติ” ยังคงสะท้อนถึงเจตนารมณ์และตัวตนของเราอย่างมั่นคง สหประชาชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่องค์กรหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็น “คำมั่นที่มีชีวิต” ที่ก้าวข้ามผ่านพรมแดน เชื่อมโยงผู้คนจากทุกทวีป และส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่นวันนี้ คำมั่นนี้กำลังถูกท้าทายอีกครั้ง ความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และการเสื่อมถอยของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน กำลังสั่นคลอนรากฐานของสังคมโลก มนุษยชาติกำลังเผชิญกับโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงวิศวกรรมชีวภาพ ซึ่งได้มอบทั้งความหวังและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ขณะที่ผู้คนทั่วโลกเชื่อมโยงถึงกันมากกว่าที่เคย สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่หนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบถึงทุกพื้นที่ในโลกอย่างไรก็ตาม แม้จะมีความท้าทายมากเพียงใด แต่บทเรียนจากเมื่อ 80 ปีก่อนก็ยังคงชัดเจน — ไม่มีประเทศใดที่สามารถแก้ไขปัญหาของโลกได้เพียงลำพัง วิกฤตการณ์ของสภาพภูมิอากาศไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงสุดเขตของพรมแดน โรคระบาดและข้อมูลเท็จไปที่ไหนก็ได้โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทาง หนทางเดียวที่จะเราก้าวต่อไปข้างหน้าได้ คือความร่วมมือ การพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมโลก — นี่คือหัวใจของพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง
ครบรอบ 80 ปีแห่งองค์การสหประชาชาติ เวลาแห่งการฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งสหประชาชาติ เราไม่ได้แค่เพียงเฉลิมฉลองถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่เรายังมองไปสู่อนาคตข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เลขาธิการสหประชาชาติได้เปิดตัวโครงการ “UN80 Initiative” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกปัจจุบันขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังตอกย้ำคุณค่าที่เรายึดมั่นผ่านกฎบัตรแห่งสหประชาชาติมาโดยตลอด คือ สันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังได้ให้การรับรอง “ปฏิญญาเพื่ออนาคต” (Pact for the Future) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมของประชาคมโลกในการปรับปรุงระบบพหุภาคีนิยมให้ทันสมัย ครอบคลุม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การริเริ่มทั้งสองแนวทางนี้ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคต ที่จะช่วยให้เราปฎิบัติภารกิจได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมาย และก้าวไปสู่โลกที่ทุกคนเท่าเทียมและเติบโตอย่างยั่งยืน
ศูนย์กลางแห่งความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตร่วมกันประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มแรกๆ และได้มีบทบาทสำคัญหลายด้าน อาทิ ภารกิจรักษาสันติภาพ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กำลังพลของไทยได้ร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างกล้าหาญในพื้นที่ทุรกันดารทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคนไทยในการร่วมรับผิดชอบต่อประชาคมโลกกรุงเทพมหานครถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของระบบพหุภาคีที่สำคัญของโลก เป็นที่ตั้งของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในหน่วยงานระดับภูมิภาคที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของสหประชาชาติ บทบาทนี้ทำให้ประเทศไทยไม่เพียงเป็นพันธมิตรระดับชาติที่เข้มแข็ง แต่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งพหุภาคีนิยมที่เชื่อมโยงระหว่างพันธกิจของโลกกับการปฏิบัติในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริงจากการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำและเปิดกว้างในการทำงาน ซึ่งช่วยผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเวทีโลก การเป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานระดับภูมิภาคของสหประชาชาติหลากหลายหน่วยงาน ยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของไทย ที่ยึดมั่นและให้ความสำคัญต่อการเป็นพันธมิตร สร้างความเข้าใจ และพัฒนาร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจของพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง
ความร่วมมือระหว่างสหประชาชาติและประเทศไทยหน่วยงานของสหประชาชาติทุกแห่งในไทย ได้ร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Cooperation Framework) และทำงานร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ของภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ควบคู่ไปกับการสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ การขยายโอกาสทางการศึกษา หรือการสนับสนุนระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่เรามีร่วมกันว่าความเจริญก้าวหน้าจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้จัดทำรายงานทบทวนความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคสมัครใจ (Voluntary National Review) จำนวนถึง 3 ฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความโปร่งใส และมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประชาคมโลก ในขณะที่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ค่านิยมด้านความยั่งยืนของท้องถิ่นสามารถจุดประกายความคิดในระดับโลกได้อย่างแท้จริง
ถึงเวลาหยัดยืนเพื่อพหุภาคีนิยมในโอกาสวันสหประชาชาติปีนี้ ซึ่งตรงกับครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งสหประชาชาติ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนถึงสิ่งที่ร่วมกันสร้างมา พหุภาคีนิยมไม่ใช่แนวคิดที่เป็นนามธรรม แต่คือแนวทางที่โลกใช้ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นภาพสะท้อนของโลกที่เราต้องการจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปการยืนหยัดเพื่อพหุภาคีนิยม คือการเลือกยืนอยู่ข้างสันติภาพแทนความแตกแยก ร่วมมือแทนการแข่งขัน และไว้วางใจแทนการแบ่งแยก ซึ่งสะท้อนความเชื่อที่ว่า ยิ่งเราร่วมแรงร่วมใจกันมากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น
มองไปสู่อนาคตข้างหน้า นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้ว่า ความท้าทายในศตวรรษนี้เรียกร้องให้สหประชาชาติเพิ่มบทบาทในการรับฟังมากขึ้น ดำเนินการให้เร็วขึ้น และลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงใจ และไว้วางใจกันจากทุกประเทศ ชุมชน และประชาคมโลกเพื่อมุ่งไปสู่ในอีก 80 ปีข้างหน้า เรามาร่วมกันฟื้นฟูคำมั่นแห่ง “เรา เหล่าประชาชาติ” (We the Peoples) อีกครั้ง คำมั่นที่ยืนยันว่า สันติภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความรุ่งเรืองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวในโอกาสวันสหประชาชาติปีนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณต่อรัฐบาลไทย ประเทศสมาชิก และประชาชนชาวไทยทุกคน สำหรับความร่วมมืออันแน่วแน่และความเชื่อมั่นในคุณค่าของพหุภาคีนิยมสหประชาชาติคือเรื่องราวของความเพียร ความร่วมมือ และความหวัง ขอให้เราร่วมกันสานต่อภารกิจนี้ เพื่อสร้างโลกที่สะท้อนคุณค่าที่งดงามที่สุดของความเป็นมนุษย์ — โลกที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังบทความโดย มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย เนื่องในวันสหประชาชาติ (24 ตุลาคม พ.ศ. 2568) และในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติบทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
ครบรอบ 80 ปีแห่งองค์การสหประชาชาติ เวลาแห่งการฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคตเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งสหประชาชาติ เราไม่ได้แค่เพียงเฉลิมฉลองถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แต่เรายังมองไปสู่อนาคตข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เลขาธิการสหประชาชาติได้เปิดตัวโครงการ “UN80 Initiative” ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญในรอบหลายทศวรรษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกปัจจุบันขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังตอกย้ำคุณค่าที่เรายึดมั่นผ่านกฎบัตรแห่งสหประชาชาติมาโดยตลอด คือ สันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ ประเทศสมาชิกยังได้ให้การรับรอง “ปฏิญญาเพื่ออนาคต” (Pact for the Future) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมของประชาคมโลกในการปรับปรุงระบบพหุภาคีนิยมให้ทันสมัย ครอบคลุม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การริเริ่มทั้งสองแนวทางนี้ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคต ที่จะช่วยให้เราปฎิบัติภารกิจได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมาย และก้าวไปสู่โลกที่ทุกคนเท่าเทียมและเติบโตอย่างยั่งยืน
ศูนย์กลางแห่งความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเติบโตร่วมกันประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกแห่งสหประชาชาติ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2489 ซึ่งนับเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มแรกๆ และได้มีบทบาทสำคัญหลายด้าน อาทิ ภารกิจรักษาสันติภาพ การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน กำลังพลของไทยได้ร่วมปฏิบัติภารกิจอย่างกล้าหาญในพื้นที่ทุรกันดารทั่วโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคนไทยในการร่วมรับผิดชอบต่อประชาคมโลกกรุงเทพมหานครถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของระบบพหุภาคีที่สำคัญของโลก เป็นที่ตั้งของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านความร่วมมือระดับภูมิภาค และเป็นหนึ่งในหน่วยงานระดับภูมิภาคที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของสหประชาชาติ บทบาทนี้ทำให้ประเทศไทยไม่เพียงเป็นพันธมิตรระดับชาติที่เข้มแข็ง แต่ยังเป็นเมืองหลวงแห่งพหุภาคีนิยมที่เชื่อมโยงระหว่างพันธกิจของโลกกับการปฏิบัติในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริงจากการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำและเปิดกว้างในการทำงาน ซึ่งช่วยผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเวทีโลก การเป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานระดับภูมิภาคของสหประชาชาติหลากหลายหน่วยงาน ยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณของไทย ที่ยึดมั่นและให้ความสำคัญต่อการเป็นพันธมิตร สร้างความเข้าใจ และพัฒนาร่วมกัน ซึ่งเป็นหัวใจของพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง
ความร่วมมือระหว่างสหประชาชาติและประเทศไทยหน่วยงานของสหประชาชาติทุกแห่งในไทย ได้ร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Cooperation Framework) และทำงานร่วมกับกระทรวงต่าง ๆ ของภาครัฐ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานเอกชน เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ควบคู่ไปกับการสร้างสังคมที่ทุกคนมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ การขยายโอกาสทางการศึกษา หรือการสนับสนุนระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่เรามีร่วมกันว่าความเจริญก้าวหน้าจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนมีส่วนร่วมและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้จัดทำรายงานทบทวนความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคสมัครใจ (Voluntary National Review) จำนวนถึง 3 ฉบับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความโปร่งใส และมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับประชาคมโลก ในขณะที่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ค่านิยมด้านความยั่งยืนของท้องถิ่นสามารถจุดประกายความคิดในระดับโลกได้อย่างแท้จริง
ถึงเวลาหยัดยืนเพื่อพหุภาคีนิยมในโอกาสวันสหประชาชาติปีนี้ ซึ่งตรงกับครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งสหประชาชาติ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทบทวนถึงสิ่งที่ร่วมกันสร้างมา พหุภาคีนิยมไม่ใช่แนวคิดที่เป็นนามธรรม แต่คือแนวทางที่โลกใช้ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นภาพสะท้อนของโลกที่เราต้องการจะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปการยืนหยัดเพื่อพหุภาคีนิยม คือการเลือกยืนอยู่ข้างสันติภาพแทนความแตกแยก ร่วมมือแทนการแข่งขัน และไว้วางใจแทนการแบ่งแยก ซึ่งสะท้อนความเชื่อที่ว่า ยิ่งเราร่วมแรงร่วมใจกันมากเท่าไร เราก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น
มองไปสู่อนาคตข้างหน้า นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวไว้ว่า ความท้าทายในศตวรรษนี้เรียกร้องให้สหประชาชาติเพิ่มบทบาทในการรับฟังมากขึ้น ดำเนินการให้เร็วขึ้น และลงมือทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างกล้าหาญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงใจ และไว้วางใจกันจากทุกประเทศ ชุมชน และประชาคมโลกเพื่อมุ่งไปสู่ในอีก 80 ปีข้างหน้า เรามาร่วมกันฟื้นฟูคำมั่นแห่ง “เรา เหล่าประชาชาติ” (We the Peoples) อีกครั้ง คำมั่นที่ยืนยันว่า สันติภาพ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความรุ่งเรืองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียวในโอกาสวันสหประชาชาติปีนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณต่อรัฐบาลไทย ประเทศสมาชิก และประชาชนชาวไทยทุกคน สำหรับความร่วมมืออันแน่วแน่และความเชื่อมั่นในคุณค่าของพหุภาคีนิยมสหประชาชาติคือเรื่องราวของความเพียร ความร่วมมือ และความหวัง ขอให้เราร่วมกันสานต่อภารกิจนี้ เพื่อสร้างโลกที่สะท้อนคุณค่าที่งดงามที่สุดของความเป็นมนุษย์ — โลกที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังบทความโดย มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย เนื่องในวันสหประชาชาติ (24 ตุลาคม พ.ศ. 2568) และในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติบทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
1 of 5
เรื่อง
25 ตุลาคม 2025
สารแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สารแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ข้าพระพุทธเจ้า และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความห่วงใยแด่พระบรมวงศานุวงศ์และขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นที่เคารพรักยิ่งของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยในด้านสวัสดิการสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสืบสานงานหัตถศิลป์ไทย อีกทั้งทรงมีน้ำพระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม พระราชปณิธานในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี ชุมชนชนบท ผู้เปราะบาง และยังคงเป็นแรงบันดาลใจสืบไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สหประชาชาติขอร่วมอยู่เคียงข้างประเทศไทยในช่วงเวลาอันเศร้าโศกนี้
1 of 5
เรื่อง
24 ตุลาคม 2025
“โลกใบนี้ทำงานอย่างไร” จากคำถามสู่คำตอบ: เนตรนภา จันทจิตร
เนตรนภา จันทจิตร นักเรียนวัย 14 ปีจากโรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม ไม่เคยหยุดสงสัยว่าสิ่งรอบตัวทำงานอย่างไร ตั้งแต่ก้อนเมฆบนท้องฟ้าไปจนถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ความอยากรู้อยากเห็นนี้ทำให้เธอสนุกกับการสังเกต ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบจากสิ่งรอบตัวอย่างจริงจังเส้นทางการเรียนรู้ของเธอได้ต่อยอดผ่านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ 4 สาขาวิชา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering, Mathematics: STEM) ที่ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) กิจกรรมเหล่านี้เปิดพื้นที่ให้การเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถามและการทดลองจริง ไม่ใช่เพียงการท่องจำ “เด็กทุกคนควรมีโอกาสได้คิด ได้สร้างสรรค์ และได้เป็นตัวของตัวเอง”เนตรนภากล่าว ยืนยันถึงพลังของเยาวชนที่พร้อมจะเติบโต หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม สำหรับเธอ ทักษะด้าน STEM ไม่ได้เป็นเพียงก้าวแรกสู่ความฝันในการเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือในการไขความลับของโลกใบนี้ แต่คือ ทักษะชีวิต ที่ช่วยให้เธอค้นพบตัวตนและเส้นทางที่ใช่สำหรับอนาคตโครงการ STEM ยังช่วยเปลี่ยนบรรยากาศในโรงเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ นักเรียนกล้าตั้งคำถาม กล้าลองผิดลองถูก และไม่กลัวที่จะก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง“หนูชอบมากค่ะ กิจกรรมสนุก ประทับใจมาก หนูได้เล่นกับเพื่อน ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ สนุกมากๆ” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม
1 of 5
เรื่อง
24 ตุลาคม 2025
การศึกษาคือกุญแจสู่ชีวิตที่ดีกว่า: มูฮัมหมัดไอมาน ดอเล๊าะ
มูฮัมหมัดไอมานดอเล๊าะ ตัดสินใจออกจากโรงเรียนในช่วงชั้นม.5 เพื่อออกมาหางานทำช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตให้เขากลายเป็นเยาวชนนอกระบบการศึกษาแม้จะมีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง แต่รายได้จากการทำงานกลับสวนทางกับค่าครองชีพและไม่เพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัวเขาจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางอีกครั้งโดยมุ่งมั่นพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตแทนการได้รับคัดเลือกเป็นรุ่นที่11 ของ โครงการฝึกอบรมอาชีพช่างไฟฟ้า ที่ได้รับการสนับสนุนจาก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund: UNICEF) ไม่ได้มอบเพียงความรู้ด้านไฟฟ้าที่สร้างรายได้แต่ยังช่วยลบคำสบประมาทจากคนรอบข้าง และกอบกู้ความมั่นใจ อีกทั้งช่วยให้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกนั่นคือการทำให้แม่ภูมิใจวันนี้มูฮัมหมัด ไอมานไม่ได้เป็นเพียงคนที่มีงานทำ แต่คือแรงบันดาลใจให้ผู้ที่กำลังแสวงหาโอกาสและเลือกไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดเขาเชื่อมั่นว่า “การศึกษาคือกุญแจสู่ชีวิตที่ดีกว่า” และฝากข้อคิดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า อยากให้ขยายช่องทางการสื่อสารโครงการดี ๆ แบบนี้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์มากขึ้น เพื่อให้โอกาสส่งไปถึงมือเยาวชนนอกระบบอีกจำนวนมากที่กำลังรอคอย "กุญแจ" ดอกสำคัญที่จะเปลี่ยนชีวิตเหมือนกับเขา
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
24 ตุลาคม 2025
ประเทศไทยร่วมฉลอง 80 ปี สหประชาชาติ ร่วมขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดตัวนิทรรศการพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030”
24 ตุลาคม 2568 - ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลอง วันสหประชาชาติ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ และการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันที่มั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมีผู้แทนคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ ผู้นำภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา หน่วยงานสหประชาชาติ และมีทูตสันถวไมตรีสหประชาชาติ อาทินางซินดี้ บิชอพ และ นายอเล็กซานเดอร์ เรนเดลล์ เข้าร่วมงาน นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมถึงบทบาทและความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่เป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาคว่า “ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ล้วนมาจากความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้คนในประเทศนี้ เรื่องราวนิทรรศการเฉลิมฉลอง 80 ปีสหประชาชาติ ‘30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030’ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์นั้นอย่างชัดเจน รวมถึงพลังแห่งความร่วมมือ เมื่อ ‘เราทุกคน’ ร่วมลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อผู้คน เพื่อสังคม และเพื่ออนาคตร่วมกัน” นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกล่าวในกิจกรรมวันสหประชาชาติในนามของรัฐบาลไทย โดยยินดีต่อการครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งสหประชาชาติในปีนี้ ซึ่งได้ช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้คนทั่วโลก “ผมขอแสดงความขอบคุณต่อสหประชาชาติ สำหรับความทุ่มเทอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนกับประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การปกป้องโลกของเรา การส่งเสริมสันติภาพความมั่นคง และความมั่งคั่งของเรา” นายศรัณย์ฯ ยังได้ใช้โอกาสนี้ย้ำถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในการดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs และการเป็นประเทศเจ้าบ้านที่ดีให้กับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิกหรือเอสแคป และองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติมายาวนาน “ประเทศไทยขอยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นหุ้นส่วนที่ดีและน่าเชื่อถือของสหประชาชาติ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆของสหประชาชาติให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และทำให้กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตชีวาของความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ถ่ายทอด 30 เรื่องราวจากผู้คนทั่วประเทศไทยที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ นางสาวซัลมากาแด เยาวชนจากจังหวัดยะลา ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอีกครั้งผ่านโครงการ Learning Coin ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) จนสามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมั่นใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเยาวชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน นางสาวสโรชา กิตติสิริพันธุ์ ผู้ประกอบการสังคมผู้พิการทางสายตา ผู้ก่อตั้ง PaperyBfly และจัดทำพอดแคสต์เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดอคติในสังคมผ่านโครงการ Youth Co:Lab ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และนายสุมิตร ศรีวิสุทธิ์ เกษตรกรและผู้นำชุมชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรยั่งยืนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในชุมชนด้วยความเชื่อว่า การเกษตรไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเติมเต็มคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ภายในงานยังมีช่วงเสวนากับบุคคลทั้งสาม เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของประชาชนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสังคมที่ครอบคลุม เข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่ ผู้คน (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) ความมั่งคั่ง (Prosperity) สันติภาพ (Peace) และความร่วมมือ (Partnership) นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรภาคเอกชนของสหประชาชาติ ให้มุมมองถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแบบทั้งองคาพยพ โดยเน้นว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงเกิดขึ้นจากพลังแห่งความร่วมมือ โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การสหประชาชาติ และผู้คนทั่วโลก ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และขับเคลื่อนโลกไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ต้อนรับผู้คนหลายล้านคนในแต่ละปี เราได้สัมผัสพลังแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงในทุกวัน การร่วมสนับสนุนนิทรรศการเนื่องในวันสหประชาชาติในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของเราในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันลงมือ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้” นิทรรศการ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี องค์การสหประชาชาติ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2568 ณ ลีฟวิ่งฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน และจัดโดย ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
28 สิงหาคม 2025
แถลงการณ์สหประชาชาติประจำประเทศไทยเรื่องสิทธิในการทำงานของผู้ลี้ภัย
กรุงเทพมหานคร (28 สิงหาคม 2568) – ทีมสหประชาชาติประจำประเทศไทยมีความยินดีที่รัฐบาลไทยมีมติคณะรัฐมนตรีให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย มติคณะมนตรีครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ลี้ภัยและชุมชนประเทศเจ้าบ้าน การจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายยังช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพ เสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ลดความเสี่ยงจากความเปราะบาง โดยเฉพาะกับผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ทั้งยังสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) โดยเฉพาะด้านการขจัดความยากจน การศึกษา การมีงานทำที่มีคุณค่า และการลดความเหลื่อมล้ำ มติครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความก้าวหน้าล่าสุดของประเทศไทยที่ได้ถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (The Convention on the Rights of the Child) รวมถึงมีมติคณะรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสในการให้สัญชาติและการมีถิ่นที่อยู่ถาวรแก่คนไร้สัญชาติเกือบห้าแสนคน ทีมสหประชาชาติประจำประเทศไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยในการดำเนินการตามนโยบายสำคัญนี้ หากต้องการข้อมูลหรือสอบถามเพิ่มเติม โปรดติดต่อ สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ที่อีเมล: rco-th@un.org
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
24 มกราคม 2025
สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยินดีที่ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมครั้งประวัติศาสตร์ ทำให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถแต่งงานอย่างถูกกฎหมาย
กรุงเทพมหานคร (23 มกราคม 2568) – สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ยินดีที่ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งให้การรับรองอย่างเท่าเทียมต่อการแต่งงานระหว่างคู่รักเพศเดียวกัน และปูทางไปสู่ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น ที่ซึ่งทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการแต่งงาน ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศวิถีใดกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 23 มกราคม 2568 นี้ ทำให้คู่รักทุกคู่ ไม่ว่าจะมีอัตลักษณ์ทางเพศหรือเพศวิถีแบบใด สามารถเข้าถึงการแต่งงานและการได้รับรองทางกฎหมาย รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมในบริบทของการได้รับการดูแลทางการแพทย์ ทรัพย์สิน การรับมรดก การเก็บภาษี และการรับบุตรบุญธรรม นอกเหนือจากข้ออื่นๆ“ครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยและชุมชนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) หลังจากการรณรงค์มากกว่าทศวรรษและความพยายามอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยของนักกิจกรรม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และองค์กรภาคประชาสังคม ที่สนับสนุนสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อสร้างสรรสังคมที่มีส่วนร่วมและเท่าเทียมยิ่งขึ้นในประเทศไทย ที่ซึ่งทุกคนสามารถแต่งงานกับคนที่เขารัก ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ใด” คาเทีย ชิริซซี รักษาการแทนผู้แทนสำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “นับเป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นผู้นำในอาเซียนและภูมิภาคโดยรวม”แม้ว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะถือเป็นก้าวสำคัญ ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและการตีตราทางสังคมในหลายเรื่อง รวมถึงการจ้างงาน การศึกษา และการบริการสุขภาพ คู่รักเพศเดียวกันยังคงเผชิญอุปสรรค ทั้งในบริบทของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้ครองบุตร ด้วยเหตุนี้ การผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติจึงมีความสำคัญอย่างมาก“เราขอให้รัฐบาลไทยบังคับใช้กฎหมายใหม่นี้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันความเท่าเทียมทางเพศและการมีส่วนร่วมยิ่งขึ้นไป ด้วยการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายต่อการเลือกปฏิบัติ รวมถึงการผ่านร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติ และพระราชบัญญัติการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ” คาเทีย กล่าว “ขั้นตอนเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างสังคมที่ยกย่องความหลากหลาย และคนทุกคนสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ปราศจากการเลือกปฏิบัติ”กฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ยังได้ปรับเพิ่มอายุที่สามารถแต่งงานได้อย่างถูกกฎหมายเป็น 18 ปีจากเดิม 17 ปี ซึ่งเป็นไปตามอายุขั้นต่ำสำหรับการสมรสที่ได้ระบุไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคีตั้งแต่ปี 2535
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
16 ธันวาคม 2024
เครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานเปิดตัวรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทยประจำปี 2567
ดาวน์โหลดรายงานการย้ายถิ่นฐานของไทยประจำปี 2567 ได้ที่นี่13 ธันวาคม 2567, กรุงเทพฯ – รายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทย (Thailand Migration Report) ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่วันนี้โดยเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย (United Nations Network on Migration in Thailand) ชี้ให้เห็นว่า การโยกย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เปิดโอกาสและศักยภาพอย่างมหาศาลเมื่อมีการบริหารจัดการที่ดีและการคุ้มครองสิทธิของผู้ย้ายถิ่นที่เหมาะสมรายงานฉบับล่าสุดนี้เป็นฉบับที่ 6 โดยมีการเผยแพร่ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2562 จัดทำขึ้นร่วมกันโดยหน่วยงานสมาชิกของเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย รายงานรวบรวมบทวิเคราะห์ที่ครอบคลุมสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานในมิติต่าง ๆ อย่างรอบด้าน นโยบาย และสะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้ย้ายถิ่นในประเทศไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างภูมิภาคและเป็นประเทศจุดหมายหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยมีผู้ที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยอาศัยอยู่อย่างน้อย 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยในปี 2562 ที่มากถึง 4.9 ล้านคน ตามการสำรวจของรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทยฉบับที่ผ่านมา ประเทศไทยยังเป็นประเทศทางผ่านสำหรับแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และเป็นประเทศต้นทางของแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในและนอกภูมิภาคตลอดทั้ง 11 บทของรายงานเจาะลึกสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานผ่าน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สภาพการทำงานของผู้ย้ายถิ่น สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงความยุติธรรม และการขยายความคุ้มครองทางสังคมและสุขภาพ ในแต่ละบทที่จัดทำขึ้นร่วมกันโดยหน่วยงานของสหประชาชาติ 9 หน่วยงาน นำเสนอความคืบหน้าของนโยบายและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายถิ่นฐาน สถานการณ์ปัจจุบันของผู้ย้ายถิ่น อีกทั้ง ข้อเสนอแนะผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อนโยบายและการปรับปรุงแผนการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความคุ้มครองแก่ผู้ย้ายถิ่นทุกคน“รายงานฉบับนี้ได้ทำการสำรวจอย่างรอบด้านเกี่ยวกับโอกาสที่ผู้ย้ายถิ่นนำมาและความท้าทายที่พวกเขาต้องเผชิญ ซึ่งช่วยให้เราสามารถเข้าใจบทบาทที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นประเทศต้นแบบ (Champion country) สำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration – GCM)” มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ (Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเมียนมา ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาขึ้นและโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นได้จากจำนวนแรงงานข้ามชาติแบบปกติกว่า 2.3 ล้านคนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับการลงทะเบียนในประเทศไทยอย่างไรก็ตาม แรงงานข้ามชาติหลายคนยังคงเผชิญความท้าทายอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างที่ต่ำ สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ และการเข้าถึงความคุ้มครองทางสังคมที่จำกัด รายงานเผยให้เห็นว่า ผู้ย้ายถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ย้ายถิ่นในสถานการณ์ไม่ปกติ มีความเสี่ยงสูงต่อสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ไม่มั่นคง และเรียกร้องให้มีการมอบความคุ้มครองทางกฎหมายและสังคมที่ดียิ่งขึ้น“ด้วยความขัดแย้งในเมียนมาที่ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายของผู้คนมายังประเทศไทยมากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมความต้องการเฉพาะและความเปราะบางของผู้ย้ายถิ่นไม่เคยมีความเร่งด่วนเท่านี้มาก่อน” เจรัลดีน อองซาร์ค (Geraldine Ansart) หัวหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐานประจำประเทศไทยและผู้ประสานงานเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย กล่าว“การขยายเส้นทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปกติเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ย้ายถิ่นทุกคนสามารถลงทะเบียน ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และเข้าถึงบริการพื้นฐานจนกว่าที่พวกเขาจะกลับบ้าน นั้นเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันถึงความเคารพในคำมั่นของประเทศไทยที่จะมอบความคุ้มครองแก่ผู้ย้ายถิ่น และยังเป็นกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืนหลักสำหรับประเทศอีกด้วย”รายงานยังได้กล่าวถึงผลกระทบอย่างกว้างขวางของการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 และความไม่มั่นคงทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านต่อพลวัตและรูปแบบการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย ในระหว่างที่พรมแดนถูกปิด เศรษฐกิจถดถอยลง และการเคลื่อนย้ายที่เป็นไปอย่างจำกัดได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานข้ามชาตินับล้านคน ความไม่มั่นคงทางการเมืองได้นำไปสู่การหลั่งไหลของผู้ย้ายถิ่นผ่านช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติ ซึ่งทำให้ปัญหาด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับประมาณการในรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทยประจำปี 2562 จำนวนผู้ย้ายถิ่นชาวเมียนมาในสถานการณ์ไม่ปกติได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวอยู่ที่ 1.8 ล้านคน ตัวเลขนี้อาจประเมินต่ำกว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแท้จริง เนื่องด้วยลักษณะที่ซ่อนเร้นของช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติและความยากลำบากในการประเมินจำนวนผู้ย้ายถิ่นจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากเมียนมา“เราหวังว่ารายงานฉบับนี้จะแสดงหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่มีมาอย่างยาวนานและความท้าทายใหม่ ๆ ของการโยกย้ายถิ่นฐาน รวมไปถึงโอกาสที่นำมาซึ่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” เจรัลดีน กล่าวเสริมด้วยเวลาที่เหลืออีกเพียงครึ่งทศวรรษก่อนที่จะถึงวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้ประโยชน์จากการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นแรงผลักดันในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ความหวังที่จะใช้ประโยชน์จากการโยกย้ายถิ่นฐานนั้นจะสามารถเป็นจริงอย่างเต็มที่ได้ต่อเมื่อมีการเสริมสร้างความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนคำมั่นสัญญาในนโยบายไปสู่กรอบการทำงานและระบบต่าง ๆ ที่เสริมสร้างธรรมาภิบาลการโยกย้ายถิ่นฐานที่อิงสิทธิมนุษยชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ย้ายถิ่นและสังคมโดยรวมรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของไทยประจำปี 2567 เป็นสิ่งพิมพ์ที่จัดทำขึ้นร่วมกันโดยหน่วยงานสมาชิกของเครือข่ายสหประชาชาติว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย :องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM)องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization – ILO)สํานักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights – OHCHR)โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP)กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund – UNFPA)กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children’s Fund – UNICEF)องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women)องค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO)ขอขอบคุณ Sally Barber และ ดร. Rosalia Sciortino สำหรับการประสานงานและเรียบเรียงรายงานฉบับนี้
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
03 ธันวาคม 2024
'สหประชาชาติ' ชูไทยเป็นผู้นำ Green Transition สู่ความยั่งยืนที่ครอบคลุม
สมาชิกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) รวมพลังสมาชิก 141 องค์กร พร้อมภาคีเครือข่ายด้านความยั่งยืน พลิกธุรกิจแห่งอนาคต สร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืน สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนธุรกิจฐานราก MSMEs ในห่วงโซ่อุปทาน"มิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่" ผู้ประสานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ในหัวข้อ “Drive an Inclusive, Green Transition for Today and for Generations to Come” หรือ “การเปลี่ยนแปลงสู่ความยั่งยืนที่ครอบคลุมสำหรับวันนี้และคนรุ่นหลัง” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับอนาคตของไทยและโลกภายในงานประชุมผู้นำความยั่งยืนประจำปี GCNT Forum 2024 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand : UNGCNT) ร่วมกับสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations in Thailand) ปีนี้วานประชุมชูแนวคิด Inclusive Business โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต สร้างกำไรอย่างยั่งยืน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างสังคมที่เท่าเทียม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)เอกชนขับเคลื่อนความยั่งยืน“มิเกลล่า” กล่าวว่า ในงานประชุม COP29 ที่บากู เราได้เห็นประเทศต่างๆ ตั้งเป้าหมายใหม่ๆ รวมถึงเป้าหมายการเงินด้านสภาพภูมิอากาศประจำปีที่ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสหประชาชาติจะหวังผลลัพธ์ที่ท้าทายมากกว่านี้ แต่ COP29 ก็ได้ให้ฐานที่แข็งแรงในการต่อยอดต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การพัฒนาที่ยั่งยืนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทยในประเทศไทย รัฐบาลมีกรอบการกำกับดูแลและนโยบายที่กระตุ้นการลงทุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาคเอกชนได้เป็นผู้นำอย่างชัดเจน โดย 75% ของการลงทุนในปีที่ผ่านมามาจากแหล่งเอกชน และภาคส่วนนี้มีส่วนสำคัญถึง 90% ของ GDP นอกจากนั้น ยังมีส่วนในการจ้างงาน 90%นอกจากนี้ ภาคธุรกิจไทยยังประกอบไปด้วย SMEs 99.6% แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นผู้นำของภาคเอกชนในการเปลี่ยนแปลงสีเขียวและความต้องการแรงงานที่มีทักษะสีเขียวGCNT ของไทยไม่เพียงโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่ยังมีชื่อเสียงระดับโลก ความมุ่งมั่นของแต่ละองค์กร ที่ตั้งแต่คำมั่นสัญญา 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการเร่งการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการลงทุนในทุนมนุษย์สำหรับ 1 ล้านคน การสนับสนุนไม่เพียงมาจากบริษัทต่างๆ แต่ยังขยายไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด รวมถึง SMEs3 ประเด็น ยั่งยืนและครอบคลุม“มิเกลล่า” กล่าวถึง 3 ประเด็นที่เชื่อมโยงกันที่สำคัญสำหรับการส่งเสริมธุรกิจที่ครอบคลุม ได้แก่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาคการปลดล็อกการเงินที่ยั่งยืนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังหัวข้อที่หนึ่ง การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับการเร่งเศรษฐกิจสีเขียว ความต้องการทักษะสีเขียวกำลังเพิ่มขึ้นและขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงเกี่ยวกับการเปลี่ยนไปสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน แต่ยังเกี่ยวกับการสร้างโอกาสสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่ เยาวชน ผู้หญิง ผู้พิการ ผู้อพยพ และผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เปราะบาง
เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวในระยะยาวเกิดขึ้น"เราต้องเน้นที่การศึกษา ตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียนประถมศึกษา จนถึงการศึกษาในทุกระดับการศึกษาและการลงทุนในความรู้ดิจิทัล เราต้องรวมมิติสู่ความยั่งยืนในหลักสูตรตั้งแต่ต้นและส่งเสริมให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมุ่งเน้นที่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และวัฏจักรชีวิตการผลิต แรงงานต้องได้รับการสนับสนุนไม่เพียงแค่การพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะ แต่ยังต้องมีแนวคิดความยั่งยืน"ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวข้อที่สอง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาค การพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมจะไม่สำเร็จหากไม่มีการริเริ่มที่กล้าหาญจากธุรกิจ เราได้เห็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยางพารา การก่อสร้าง และพลังงานหมุนเวียน จากฟาร์มโซล่าลอยน้ำ การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงวัสดุคาร์บอนต่ำที่เปลี่ยนแปลงภาคการก่อสร้าง"ธุรกิจไทยพิสูจน์ว่าการปฏิบัติที่ยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถไปด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีสีเขียวต้องเร่งด่วน การประชุมสุดยอดแห่งอนาคตได้เน้นถึงความต้องการเร่งด่วนในการลงทุนภาคเอกชนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs และแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจมีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครในการเป็นผู้นำโดยการลงทุนในความรู้ดิจิทัลและ
เทคโนโลยียั่งยืนที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ"การส่งเสริมกลไกการเงินที่ครอบคลุมและนวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการลงทุนและการเป็นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs GCNT มองว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI เป็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจสีเขียวและได้นำแนวคิดของสติปัญญาที่ยั่งยืนมาใช้ในกลยุทธ์การปลดล็อกการเงินที่ยั่งยืนหัวข้อที่สาม การปลดล็อกการเงินที่ยั่งยืน ตามที่เลขาธิการสหประชาชาติเน้นย้ำในการประชุม COP29 "การเงินสำหรับสภาพภูมิอากาศไม่ใช่การกุศล แต่เป็นการลงทุน การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นความจำเป็น"การบรรลุเป้าหมายธุรกิจที่ครอบคลุมและการเปลี่ยนแปลงสีเขียวต้องการไม่เพียงแค่วิสัยทัศน์แต่ยังต้องการการลงทุนที่สำคัญ ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการระดมทุน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการ ESG และวางแผนที่จะออกพันธบัตรความยั่งยืนมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2025สหประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตลาดคาร์บอนร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างเครดิตคาร์บอนที่ช่วยเหลือชุมชนที่เปราะบาง การเปลี่ยนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสสำหรับการเติบโตแบบครอบคลุม โดยการปลดล็อกเงินทุนสำหรับความยั่งยืน เราสามารถปูทางไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยืดหยุ่นมากขึ้น ธุรกิจมีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการเป็นผู้นำในพื้นที่นี้ ———————ผู้เขียน วิรัสนันท์ ถึงถิ่น (กรุงเทพธุรกิจ)
เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงสีเขียวในระยะยาวเกิดขึ้น"เราต้องเน้นที่การศึกษา ตั้งแต่การพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียนประถมศึกษา จนถึงการศึกษาในทุกระดับการศึกษาและการลงทุนในความรู้ดิจิทัล เราต้องรวมมิติสู่ความยั่งยืนในหลักสูตรตั้งแต่ต้นและส่งเสริมให้นักศึกษามหาวิทยาลัยมุ่งเน้นที่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และวัฏจักรชีวิตการผลิต แรงงานต้องได้รับการสนับสนุนไม่เพียงแค่การพัฒนาทักษะใหม่และยกระดับทักษะ แต่ยังต้องมีแนวคิดความยั่งยืน"ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมหัวข้อที่สอง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเสมอภาค การพัฒนาอย่างยั่งยืนและครอบคลุมจะไม่สำเร็จหากไม่มีการริเริ่มที่กล้าหาญจากธุรกิจ เราได้เห็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ยางพารา การก่อสร้าง และพลังงานหมุนเวียน จากฟาร์มโซล่าลอยน้ำ การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงวัสดุคาร์บอนต่ำที่เปลี่ยนแปลงภาคการก่อสร้าง"ธุรกิจไทยพิสูจน์ว่าการปฏิบัติที่ยั่งยืนและความสามารถในการทำกำไรสามารถไปด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปสู่เทคโนโลยีสีเขียวต้องเร่งด่วน การประชุมสุดยอดแห่งอนาคตได้เน้นถึงความต้องการเร่งด่วนในการลงทุนภาคเอกชนในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs และแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจมีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใครในการเป็นผู้นำโดยการลงทุนในความรู้ดิจิทัลและ
เทคโนโลยียั่งยืนที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ"การส่งเสริมกลไกการเงินที่ครอบคลุมและนวัตกรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการลงทุนและการเป็นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SMEs GCNT มองว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น AI เป็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจสีเขียวและได้นำแนวคิดของสติปัญญาที่ยั่งยืนมาใช้ในกลยุทธ์การปลดล็อกการเงินที่ยั่งยืนหัวข้อที่สาม การปลดล็อกการเงินที่ยั่งยืน ตามที่เลขาธิการสหประชาชาติเน้นย้ำในการประชุม COP29 "การเงินสำหรับสภาพภูมิอากาศไม่ใช่การกุศล แต่เป็นการลงทุน การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นความจำเป็น"การบรรลุเป้าหมายธุรกิจที่ครอบคลุมและการเปลี่ยนแปลงสีเขียวต้องการไม่เพียงแค่วิสัยทัศน์แต่ยังต้องการการลงทุนที่สำคัญ ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการระดมทุน 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการ ESG และวางแผนที่จะออกพันธบัตรความยั่งยืนมูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2025สหประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาตลาดคาร์บอนร่วมกับภาคเอกชนเพื่อสร้างเครดิตคาร์บอนที่ช่วยเหลือชุมชนที่เปราะบาง การเปลี่ยนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสสำหรับการเติบโตแบบครอบคลุม โดยการปลดล็อกเงินทุนสำหรับความยั่งยืน เราสามารถปูทางไปสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยืดหยุ่นมากขึ้น ธุรกิจมีโอกาสที่ไม่เหมือนใครในการเป็นผู้นำในพื้นที่นี้ ———————ผู้เขียน วิรัสนันท์ ถึงถิ่น (กรุงเทพธุรกิจ)
1 of 5
ทรัพยากรล่าสุด
1 / 11
ข้อมูล
10 ธันวาคม 2021
1 / 11