ล่าสุด
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า รวมพลังผู้นำทางสังคมและเชฟมิชลิน ร่วมแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
20 กุมภาพันธ์ 2026
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์เกี่ยวกับการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อเสริมสร้างการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม
เรียนรู้เพิ่มเติม
วิดีโอ
17 กุมภาพันธ์ 2026
สารจากเลขาธิการสหประชาชาติ เนื่องในโอกาสเทศกาลตรุษจีน
เรียนรู้เพิ่มเติม
ล่าสุด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย
ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนเชิงพื้นที่ (SDG localization) เพื่อนำวาระการพัฒนาระดับโลกสู่ชุมชนท้องถิ่นให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล ผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นที่ผ่านมา ได้แก่ ความพยายามในการส่งเสริมระบบการคุ้มครองทางสังคมแบบบูรณาการสำหรับทุกคน (เป้าหมาย 1.3) การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เป้าหมายที่ 3.4) การให้การศึกษาที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงเด็กในกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (เป้าหมาย 3.4) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี (เป้าหมาย 5.5) อีกทั้งยังมุ่งเสริมพลังและความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และส่งเสริมนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่โดยเน้นสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจและการพลิกโฉมวิสาหกิจด้วยระบบดิจิทัล (เป้าหมาย 8.3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพ (LGBTI) (เป้าหมาย 10.2) รวมถึงการดำเนินงานด้านการอภิบาลแรงงานข้ามชาติเพื่อส่งเสริมให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกกฎหมาย และมีระเบียบที่ชัดเจน (เป้าหมาย 10.7) นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติยังได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เป้าหมาย 13.2) การจัดการขยะมูลฝอย (เป้าหมาย 11.6) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและภาคการเงินและการลงทุนที่เกื้อหนุนอุตสาหกรรมสีเขียวในหมู่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เป้าหมาย 7.2) สนับสนุนสิทธิการเป็นพลเมืองที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของประชาชน (เป้าหมาย 16.9) และแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของไทยกับนานาประเทศ ผ่านความร่วมมือไตรภาคีแบบใต้-ใต้ (เป้าหมาย 17.9) สู่การพลิกโฉมสังคมไทยไปพร้อมกับทุกภาคส่วน ให้มีความรุ่งเรือง มั่งคั่ง ยั่งยืน และครอบคลุม
เรื่อง
13 กุมภาพันธ์ 2026
41 outstanding young leaders named winners of "Ambassador for a Day 2026” initiative
Bangkok, 13 February 2026 — Forty-one young leaders have been selected as winning Youth Shadows of the 2026 Ambassador for a Day initiative, delivered through collaboration between the Women Ambassadors Group, the United Nations, and the Ministry of Foreign Affairs of Thailand, to advance gender equality and youth leadership. Now in its sixth year, the initiative received nearly 200 entries from young people across the country.Ambassador for a Day offers young people aged 18 to 25 the opportunity to shadow women leaders including Ambassadors, Senior Officials from the Ministry of Foreign Affairs, and UN leaders, gaining firsthand experience in diplomacy and international relations. The 2026 edition is co-convened by H.E. Mrs. Anna Hammargren, Ambassador of Sweden to Thailand, and Ms. Michaela Friberg-Storey, UN Resident Coordinator in Thailand, bringing together 15 embassies, 10 UN entities, and the Ministry of Foreign Affairs of Thailand under the theme “Ensuring and strengthening access to justice for all women and girls.” This focus aligns with the priorities of the 70th session of the Commission on the Status of Women (9-19 March, New York) and the Pact of the Future, which calls for renewed multilateral cooperation and ensuring that young people are meaningfully included in shaping solutions to common global challenges.Among the winning entries, participants highlighted how rights, justice, and action can expand pathways for young people to shape a gender-inclusive future, while underscoring persistent barriers to justice for women and girls, including intersecting forms of discrimination. These ranged from enforcement gaps and unequal access to healthcare and education, to climate-related vulnerabilities and emerging risks linked to technologies such as AI. Submissions emphasised that progress depends on stronger implementation, greater awareness of rights, and protections that reach all women and girls, especially those most at risk of being left behind.Building on these ideas, selected winners will engage in a series of high-level engagements around International Women’s Day. On 5 March 2026, they will attend a special reception hosted by H.E. Ms. Cecilia Zunilda Galarreta Bazán, Ambassador of Peru to Thailand, in partnership with H.E. Dr Angela Macdonald PSM, Australian Ambassador to Thailand. On 6 March, they will participate in the Asia-Pacific International Women’s Day commemoration at the UN Conference Centre in Bangkok, jointly hosted by the UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) and UN Women.A legacy of impactLaunched in 2021 by the Ambassadors of Canada and India, Ambassador for a Day has grown into a platform for youth leadership through close collaboration between the Women Ambassadors Group and the UN Resident Coordinator in Thailand. Previous editions were co-hosted by the Ambassadors of Belgium in 2022, Australia in 2023, the Philippines in 2024, and Peru in 2025.The 2026 edition is supported by the Embassies of Sweden, Peru, Australia, Austria, Canada, Colombia, Guatemala, Hungary, Israel, Mexico, Norway, the Philippines, Romania, Singapore, and Sri Lanka, in partnership with the Ministry of Foreign Affairs of Thailand. Participating UN entities include the Office of the UN Resident Coordinator in Thailand, ESCAP, UN Women, International Labour Organization (ILO), International Organization for Migration (IOM), Office of the High Commissioner for Human Rights (OHCHR), United Nations Environment Programme (UNEP), United Nations Population Fund (UNFPA), United Nations Office on Drugs and Crimes (UNODC), and the World Health Organization (WHO).2026 winning Youth ShadowsThe following 42 young leaders have been selected as Youth Shadows under the 2026 Ambassador for a Day initiative (listed in alphabetical order):• Anna Sittiwong• Apisara Leelawiwat• Arinyachai Channarong• Chakriya Thammajaree• Chanya Wisetprapa• Chayanit Kapko• Dolnapat Akkharakritphokhin• Fadeelah Awae• Issariya Srisawedsupparak• Jayda Simon• Kamonchanok Promdecha• Kantapa Worawittayanon• Kanyaporn Chanpongsang• Kittichai Jariyathammanukul• Klaokamol Lasomboon• Korapath Deesiri• Marisa Yapangku• Nannapas Chattrakulrak• Nattakarn Supmeeyoo• Nattapak Kanachai• Nicha Booncharoen• Nicharee Wongtrakoon• Ni-Asma Dueraao• Nitsarin Ngamphrueksa• Nongnaphat Chaiyathim Falkeid• Pakjira Sittiwech• Palmmily Harong• Piyathida Thanupun• Purinut Suchinai• Raida Sathapananun• Rapheepan Duangduean• Rebecca Linn• Siriyakorn Samnianglam• Steven Tabaquero Amakram• Suphanat Chuebunmee• Supichaya Taweepornchok• Suthasinee Hongviset• Thanuta Jitranukitkul• Tirachon Intaranontawilai• Trilux Vannarot• Waratat ChimruangWatch all winning entries on the UN Thailand playlist.#AmbassadorForADayTH #IWD2026
1 of 5
เรื่อง
20 กุมภาพันธ์ 2026
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์เกี่ยวกับการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อเสริมสร้างการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ประเทศไทย และ Social Lab – Migration in Media (ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยฮันยาง สาธารณรัฐเกาหลี) ร่วมกันจัดงานเปิดตัวและสัมมนารับรองหลักสูตรการฝึกอบรมการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรมและอยู่บนพื้นฐานการรายงานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานทั่วประเทศไทยคุณมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และ คุณมิชิโกะ อิโตะ รักษาการหัวหน้าสำนักงาน ไอโอเอ็ม ประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้สื่อข่าว นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ และภาคประชาสังคมการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และสังคมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศ การหารือประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐานในพื้นที่สาธารณะยังมีความซับซ้อน ในฐานะศูนย์กลางการโยกย้ายถิ่นฐานที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นที่พำนักของผู้ย้ายถิ่นหลายล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย ร่วมกับ Social Lab – Migration in Media ในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและการหารือร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2566 มีผู้สื่อข่าว นักศึกษา ภาคประชาสังคม และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่า 300 คน เข้าร่วมการอบรมด้านการรายงานข่าวการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างมีจริยธรรม ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การเผยแพร่บทความมากกว่า 30 ชิ้นในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทยที่รอบด้านและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centred) มากขึ้นหลักสูตรออนไลน์ที่เปิดตัวใหม่นี้ได้รวบรวมบทเรียนและประสบการณ์มาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่เป็นระบบและเข้าถึงง่าย ครอบคลุมความรู้พื้นฐานด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และกรอบจริยธรรมในการรายงานข่าวที่สอดคล้องกับบริบทสื่อไทย หลักสูตรดังกล่าวจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าเรียนได้ภายในต้นเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านเว็บไซต์ Global Migration Media Academy ซึ่งริเริ่มโดยไอโอเอ็ม และมีข้อมูลหลักสูตรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนตามเวลาที่สะดวก และจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อสำเร็จหลักสูตรกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับบทบาทของไทยในฐานะประเทศต้นแบบ (Champion country) ภายใต้กรอบความตกลงโลกว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Migration – GCM) ยิ่งไปกว่านั้น หลักสูตรที่เปิดตัวใหม่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของไทยในการส่งเสริมการเล่าเรื่อง (Narrative) เกี่ยวกับผู้ย้ายถิ่นที่สมดุลและครอบคลุม เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ย้ายถิ่น ก่อนการประชุม International Migration Review Forum (IMRF) ปี 2569งานเปิดตัวและสัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "การส่งเสริมวาทกรรมเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ และการรายงานของสื่อมวลชนในประเทศไทย" ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย และ Social Lab – Migration in Media เผยแพร่ครั้งแรกที่ IOM
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
06 กุมภาพันธ์ 2026
การละเมิดด้วยดีปเฟก ก็คือ การละเมิด
นิวยอร์ก/กรุงเทพฯ, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ยูนิเซฟแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง“ดีปเฟก” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศหลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริงเมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรงยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AIรัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายนักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดบริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุอันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้
1 of 5
เรื่อง
30 มกราคม 2026
Thailand strengthens evidence-based planning to support a Just Transition
Bangkok (ILO News) – Thailand is making an important step to align climate ambition with inclusive economic growth and decent work through the introduction of a Just Transition Assessment Model (JTAM). On 26 January 2026 senior policymakers, researchers, social partners, and development partners met in Bangkok to discuss the application of JTAM-Thailand. JTAM-Thailand is a nationally calibrated assessment model designed to support policy analysis. It brings together economic, labour market, social and environmental data to assess the potential impacts of climate and development policies on gross domestic product (GDP), investment, sectoral output, productivity, employment and emissions. By enabling scenario analysis, the model helps policymakers explore policy trade-offs and synergies across sectors and over time. The model has been developed through close cooperation between the International Labour Organization (ILO), National Economic and Social Development Council (NESDC), Thammasat University, and international research partners, ensuring strong national ownership, academic rigour, and relevance to Thailand’s policy context. Speaking at the opening session, Wichayayuth Boonchit, Chair of the PAGE National Steering Committee and Deputy Secretary General of the NESDC, said: “Thailand’s transition must reduce emissions while safeguarding economic growth, employment, and people’s well-being. Integrated analytical tools are critical to achieving this balance.” The initiative comes at a critical juncture for national policymaking, as Thailand is advancing key policy processes, including the Climate Change Bill, the development of carbon pricing and market instruments, and the implementation of Nationally Determined Contribution (NDC 3.0) commitments to achieve net-zero greenhouse gas emissions by 2050. These processes require robust analytical tools that can help policymakers understand how climate policies interact with economic performance, employment, skills, and social outcomes. Reflecting on the importance of such tools, Lars Johansen, Deputy Director of the ILO Country Office for Thailand, Cambodia and Lao People’s Democratic Republic, noted: “Integrated assessment models like JTAM are essential to help policymakers navigate the complex links between climate ambition, economic transformation, and decent work, and to support informed and coherent policy choices.” A core principle underpinning JTAM-Thailand is Just Transition, ensuring that the shift towards a greener economy is fair and inclusive, supports decent work, and leaves no one behind. A three-day technical session was also held, jointly delivered by the ILO, Cambridge Econometrics, and Thammasat University to help strengthen national technical capacity to apply the JTAM–Thailand model. The consultation was jointly organised by the International Labour Organization (ILO), the National Economic and Social Development Council (NESDC), and Thammasat University, under the United Nations’ Partnership for Action on Green Economy (PAGE). PAGE brings together five UN agencies - ILO, UNDP, UNIDO, UNEP and UNITAR - and supports countries to advance green economy transitions that balance environmental sustainability, economic resilience, and social inclusion. Originally published by ILO
1 of 5
คำกล่าวและสุนทรพจน์
08 มีนาคม 2026
UN Secretary General's Message on International Women's Day
(Observed on 8 March 2026) This year’s International Women’s Day focuses on rights, action and justice for all women and girls.Worldwide, women hold just 64 per cent of the legal rights enjoyed by men.Legal discrimination can shape every aspect of a woman’s life. She may be prevented from owning property, seeking a divorce, or taking a job without her husband’s permission. In more than 40 countries, marital rape is not recognized as a crime. Other laws restrict women’s access to education, their ability to pass on citizenship to their children, or even their freedom of movement outside the home.Where legal protections do exist, discrimination and weak enforcement mean women still struggle to access courts and legal support.Many of these unjust laws have been on the books for centuries. But today, we are also witnessing a dangerous new trend. Amid rising authoritarianism, growing political instability, and a renewed push to entrench patriarchy, hard-won advances are being rolled back — from fairer work protections to sexual and reproductive rights.We must unite to deliver on the promise of the Sustainable Development Goals and the Beijing+30 Action Agenda. By fighting discriminatory laws and practices — and defending the progress already achieved — we can ensure the dignity, opportunity and freedom all women deserve.When we are not equal under the law, we are not equal. It is time to make justice a reality for women and girls, everywhere.
1 of 5
เรื่อง
17 กุมภาพันธ์ 2026
กฎหมายรัก: หนึ่งปีของสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย กับภารกิจที่ต้องทำต่อ
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทั้งโลกต่างหันมาเฉลิมฉลองให้กับความรัก ผ่านช่อดอกไม้ บรรยากาศคู่รักและคำมั่นสัญญา แต่วันวาเลนไทน์ในประเทศไทยปีนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เคย เพราะยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการครบรอบหนึ่งปีเต็มของการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นการรับรองการสมรสของคู่รักทุกคู่โดยไม่จำกัดเพศสภาพ นับตั้งแต่วันนั้น คู่รักผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายพันคู่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นำมาซึ่งสิทธิสภาพที่เคยเอื้อมไม่ถึง ทั้งในด้านการสืบทอดมรดก การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล และการสร้างรากฐานชีวิตครอบครัวที่มั่นคงก้าวสำคัญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการเดินทางเพื่อพิทักษ์สิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอันยาวนาน ตั้งแต่การวางรากฐานในรัฐธรรมนูญไปจนถึงพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ได้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดถึงเจตจำนงของประเทศไทย อีกทั้งการปรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการสมรสขึ้นเป็น 18 ปี ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเด็กของประเทศให้สอดคล้องกับหลักสากลหากมองในระดับสากล ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 37 ประเทศทั่วโลกที่รับรองสิทธิการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ฉายภาพความเป็นจริงว่าความเท่าเทียมทางกฎหมายยังคงเป็น ‘ข้อยกเว้น’ มากกว่าจะเป็น ‘บรรทัดฐาน’ ในนานาประเทศสำหรับในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ย่างก้าวนี้ของไทยสำคัญต่อภูมิภาค เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทางกฎหมายยังไม่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค มากไปกว่านั้นบางพื้นที่ยังเผชิญกับแรงต้าน ที่ทำให้การยอมรับทางสังคมในบางพื้นที่รุดหน้าเร็วกว่าการคุ้มครอง ก่อให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครอง ทั้งในสถานศึกษา ที่ทำงาน และการบริการสาธารณะสถานการณ์นี้ยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงาน The Next Great Divergence ของ UNDP ได้ย้ำเตือนว่า หากปราศจากนโยบายที่คิดรอบคอบ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจกลับขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำมากกว่าที่จะลดช่องว่างเหล่านี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ถูกกีดกันทางสังคมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อระบบการศึกษา กระบวนการคัดเลือกบุคลากร และกระแสสังคมถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลอาจยังไม่มีระบบหรือการจัดการที่ป้องกันอคติ ดังนั้นความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์ พอๆ กับเนื้อหากฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นซึ่งข้อมูลล่าสุดจากประเทศไทยสะท้อนว่าช่องว่างระหว่างกระบวนการทางกฎหมายกับประสบการณ์จริงของผู้คนยังมีอยู่ รายงาน ‘การทนรับแต่ไม่ยอมรับ’ (Tolerance but Not Inclusion) ของ UNDP ปี 2562 ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ร่วมตอบแบบสอบถามยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติภายในครอบครัวของตนเอง ในมิติด้านการศึกษาพบว่า นักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศร้อยละ 41 และผู้หญิงข้ามเพศถึงร้อยละ 61 เคยถูกเลือกปฏิบัติในโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 42 ยอมรับว่าจำเป็นต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม สถานการณ์การถูกกีดกันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จำกัดโอกาสและผลลัพธ์ทางการศึกษา การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดังนั้นหนึ่งปีหลังจากการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงเป็นเวลาที่เราจะสำรวจว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดเจนว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นก้าวแรก แต่การทำให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นเป็น ‘ประสบการณ์จริง’ ของผู้คนคือก้าวถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากสังคมที่ถูกออกแบบและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ โรงเรียนต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติ สถานที่ทำงานต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ที่ไม่ใช่แค่เพียงในนโยบาย แต่คือการสร้างระบบดิจิทัลที่โอบรับความหลากหลาย เช่น กระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร และการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance) ของพนักงานภาคธุรกิจไทยต่างมองเห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นโอกาสในการสร้างจุดยืนทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านการเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและต้อนรับคนทำงานและนักเดินทางทั่วโลก ผลการศึกษาจากแพลตฟอร์ม Agoda คาดการณ์ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีด้วยการทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของ UNDP อย่างการพัฒนา ‘คู่มือการสร้างองค์กรที่โอบรับความหลากหลาย’ (Inclusion Toolkit for Organizations and Business) ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Workplace Pride และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศแคนาดา ภาคธุรกิจไทยกำลังเริ่มตระหนักว่า แนวปฏิบัติที่โอบรับความหลากหลายช่วยกระตุ้นนวัตกรรม การรักษาไว้ซึ่งบุคลากร และความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กร ภาคเอกชนเหล่านี้กำลังมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยน ‘ความชัดเจนทางกฎหมาย’ ให้กลายเป็น ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ในขณะที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1.6 ล้านคน กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและกำลังเติบโตหนึ่งปีนับจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย ไทยยังคงเป็นต้นแบบของภูมิภาค แต่กฎหมายจะดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสังคมร่วมกันโอบอุ้มและยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ ตราบใดที่การปฏิรูปกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติและการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา เราทุกคนยังมีภารกิจที่ต้องร่วมกันสานต่อเพื่อให้ความเท่าเทียมแผ่ขยายไปสู่ทุกอณูของสังคม ทั้งในบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่ดิจิทัลวันวาเลนไทน์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความรักที่กฎหมายรับรองเท่านั้น แต่คือเครื่องเตือนใจว่า ‘ความเท่าเทียม’ เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในทุกๆ วันของเราทุกคน และความก้าวหน้าที่เราคว้ามาได้นั้น จำเป็นต้องถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างเข้มแข็งสุขสันต์วันวาเลนไทน์ สุขสันต์ทุกความรักอย่างเต็มภาคภูมิ เขียนโดย นีฟ มารี คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เผยแพร่ครั้งแรกที่ THE STANDARD
1 of 5
เรื่อง
06 กุมภาพันธ์ 2026
ไอแอลโอและแคนาดาเปิดตัวโครงการใหม่สร้างความเข้มแข็งภาคอุตสาหกรรมยางพาราไทย
กรุงเทพ ฯ (ข่าวไอแอลโอ) - องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน เปิดตัวโครงการใหม่โดยได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา เพื่อส่งเสริมสิทธิแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่อุปทานยางพาราของไทยโครงการ “เสริมสร้างหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานเพื่อส่่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน องค์กรนายจ้างและองค์กรลูกจ้าง ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้แทนจากรัฐบาลแคนาดาและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการ ฯ นี้มีระยะเวลาดำเนินงานสามปี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับแนวปฏิบัติด้านแรงงานของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในบริบทของความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความต้องการของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกโครงการนี้เสริมสร้างสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราของไทย โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเสรีภาพในการสมาคม การเจรจาต่อรองร่วม ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งจะดำเนินงานผ่านการฝึกอบรม การปรึกษาหารือ และการปรับปรุงกฎหมาย ทั้งนี้รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะได้ร่วมกันสร้างมาตรการหรือเครื่องมือเพื่อป้องกันและขจัดการใช้แรงงานเด็ก การคุ้มครองแรงงาน และการยกระดับความปลอดภัย โครงการนี้ยังส่งเสริมการสร้างรายได้ที่เป็นธรรมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรนายจ้างและลูกจ้าง พร้อมกับแสดงให้เห็นว่าการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยนั้นเป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกจ้างและธุรกิจอย่างไรนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญและมีบทบาทในการเสริมสร้างสิทธิขั้นพื้นฐานแก่แรงงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศผ่านการสร้างงานที่มีคุณค่า (decent work) ในห่วงโซ่อุปทานยางพารา และเป็นข้อพิสูจน์ว่า การปฏิบัติต่อแรงงานด้วยความเป็นธรรม ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสถานที่ทำงาน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก และที่ขาดไม่ได้ คือ การดำเนินงานนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของ “ระบบไตรภาคี” ประกอบด้วย รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง อันเป็นหลักการที่กระทรวงแรงงานยึดมั่นมาโดยตลอด พร้อมด้วยการสนับสนุนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ รัฐบาลแคนาดา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถเสริมสร้างกรอบการคุ้มครองแรงงาน รับรองงานที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นผู้นำในเวทีสากลต่อไป”คุณแพตตี้ ไฮดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและครอบครัว และรัฐมนตรีรับผิดชอบองค์การพัฒนาเศรษฐกิจรัฐออนแทรีโอเหนือ แคนาดา กล่าวว่า "แรงงานเป็นมากกว่าผู้มีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ แต่พวกเขายังขับเคลื่อนความก้าวหน้า ค้ำจุนครอบครัว และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน ด้วยเหตุนี้ แคนาดาจึงทำงานร่วมกับประเทศไทยและพันธมิตรผ่านโครงการเสริมสร้างหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานเพื่อส่่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย เพื่อคุ้มครองสิทธิ ยึดมั่นในมาตรฐานแรงงานสากล และสร้างอนาคตที่แรงงานทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมในการประสบความสำเร็จ"นายจอห์น เซอเซลลี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานแห่งแคนาดา กล่าวว่า "สิทธิแรงงานคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องให้การสนับสนุนแก่ประเทศคู่ค้าของเรา เช่น ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งการคุ้มครองสิทธิแรงงานในสถานประกอบการ ในทุกวัน เราทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และเท่าเทียมสำหรับทุกคน"นางศิริวรรณ ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและการเจรจาทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ได้เป็นเพียงแค่พันธกิจทางศีลธรรม หากแต่ยังเป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การร่วมมือระหว่างภาครัฐ แรงงาน และพันธมิตรระหว่างประเทศทำให้นายจ้างสามารถมีส่วนช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน สร้างค่านิยมในการดำเนินธุรกิจ สร้างงานที่มีคุณค่าสำหรับแรงงาน และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือทางการค้าที่มีความยั่งยืน” นายทวี เตชะธีราวัฒน์ ประธานสภาองค์การลูกจ้างสมาพันธ์แรงงานแห่งประเทศไทย เสริมว่า “โครงการนี้คือโอกาสสำคัญที่แรงงานสามารถแสดงพลังและสะท้อนความต้องการอย่างแท้จริงผ่านการเจรจาทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน การเคารพสิทธิในการรวมตัว และเจรจาต่อรองร่วมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนำไปสู่การสร้างงานที่มีคุณค่าและความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับแรงงานงานทุกคน”นางเสี่ยวเยี่ยน เฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และ สปป. ลาว กล่าวว่า “โครงการนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเจรจาทางสังคมที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ การรวมตัวกันของภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน จะทำให้เราสามารถสร้างสรรค์แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมและลงมือปฏิบัติได้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่ปกป้องสิทธิของแรงงานเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกอีกด้วย”ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของผลผลิตยางทั้งหมดของโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นและชื้น ประเทศไทยจึงสามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกยางไปจนถึงการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ยางรถยนต์ ถุงมือ ท่อยาง และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของไทยในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 19.22 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้และการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 6 ล้านคน ตั้งแต่เกษตรกรรายย่อยจนถึงแรงงานในโรงงานแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องบทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม
1 of 5
เรื่อง
27 มกราคม 2026
“ลาหู่เบตง” ชาวไทยภูเขา จากดินแดนเหนือสุดสยาม เคลื่อนย้ายถิ่นทำกิน สู่ดินแดนภาคใต้สุดปลายด้ามขวาน
ในอดีตเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า “เส้นรุ้ง” และ “เส้นแวง” มีหน้าที่บ่งบอกขอบเขตสมมุติบนแผนที่โลก สีผิว ภาษา อาจเป็นสิ่งบ่งบอกความเป็น เธอ ฉัน เราหรือใครอื่น ในวันนี้เมื่อเรามองเห็นความเป็นไปในอีกซีกโลกหนึ่งจากเพียงปลายนิ้วสัมผัส ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า โลกใบนี้คือ พหุวัฒนธรรม (Multicultural) สังคมที่มนุษย์อยู่ร่วมกันบนความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพียงเปิดใจเรียนรู้ จะมองเห็นเสน่ห์ในความต่างได้อย่างเข้าใจ เห็นคุณค่าและยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปรากฏการณ์ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ (มูเซอ) ที่เคยมีถิ่นฐานทำกินมั่นคงอยู่ในอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย มารับจ้างทำงานทั่วไป อาศัยอยู่ใน ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สามารถปรับตัวเข้าร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับชาวชุมชนที่มาตั้งถิ่นฐานทำกินอยู่ก่อนแล้ว คือ คนไทยเชื้อสายจีน คนไทยและชาวมลายู ที่นี่จึงเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งมีทั้งทุนวัฒนธรรมและทุนธรรมชาติที่น่าจับตา ปัจจุบันบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง มีประชากรชาวชาติพันธุ์ลาหู่ อาศัยอยู่มากกว่า 400 คน หรือ 100 กว่าหลังคาเรือน อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และยังคงสืบสาน อัตลักษณ์ของชาวลาหู่ ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นที่ประจักษ์ เช่น วิถีชีวิตเชิงวัฒนธรรม การแสดงดนตรีและประเพณีของลาหู่ การแต่งกายด้วยเครื่องประดับ งานปักที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านลายผ้า บนขอบแขนเสื้อจะตกแต่งด้วยผ้าที่ต่างสีจากตัวเสื้อให้สวยงาม ในช่วงเทศกาลงานประเพณี ชายและหญิงจะพากันสวมชุดประจำชนเผ่าหรือชาติพันธุ์ลาหู่ เพื่อแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ อันเป็นความสุขใจที่ได้นำเสนอวัฒนธรรมประเพณีของตน และคาดหวังจะให้ลูกหลานสืบสานต่อไป ชาวลาหู่ที่นี่นับถือศาสนาคริสต์ เข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ได้แก่ สวดมนต์ ร้องเพลง เต้นรำ ขอพรจากพระเจ้า การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นต้น ภาพรวมของชาวลาหู่ (มูเซอ) ย้ายถิ่นฐานจากภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ อาจารย์อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ศมส.) นักวิชาการ ได้สะท้อนถึงภาพรวมของการโยกย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาวชาติพันธุ์ในประเทศไทย อาจมาจาก 2 เหตุผลคือ หนึ่ง-การโยกย้ายโดยภาครัฐบังคับย้ายให้ออกจากพื้นที่เดิม แล้วไปตั้งถิ่นฐานใหม่ โดยการจัดสรรที่ทำกินที่อยู่อาศัยไว้ให้ตามสมควร ด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคงของชาติ สอง-ชาวชาติพันธุ์แสวงหาแหล่งรายได้ใหม่ เพื่อความอยู่ดีกินดีของครอบครัวเป็นสำคัญ จึงเกิดการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปรับจ้างทำงาน เรียกว่า “การโยกย้ายไปตามแรงงาน” จากแรงจูงใจที่ว่า ทุกคนอยากมีชีวิตที่ดี อยู่ไปนาน ๆ มีความผูกพันกับพื้นที่ แล้วเริ่มสร้างเครือข่ายข้ามแดนโยงใยกับญาติพี่น้องและผองเพื่อนเพิ่มมากขึ้น การที่ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่โยกย้ายถิ่นฐาน มารับจ้างทำงานทั่วไป อยู่ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มักมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากถึงเหตุผลของการโยกย้ายถิ่นฐาน จากภาคเหนือสุดแดนสยามมาอยู่ในพื้นที่ภาคใต้สุดปลายด้ามขวาน เพราะปกติชาวลาหู่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย คุ้นชินกับการอยู่บนภูเขา รักสงบ ขยัน อดทน เคร่งครัดประเพณี ชอบทำการเกษตร ภาคภูมิในอัตลักษณ์ลาหู่ และเป็นที่รับรู้กันดีว่า ชาวลาหู่มีความฉลาดและกล้าหาญ ชาวลาหู่ (มูเซอ) คือ ชาวไทยภูเขา ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 500 เมตร ในหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กระจายกันอยู่ในเขตรอยต่อของประเทศไทย พม่า จีน และ ลาว ไม่เคยมีข่าวว่าพวกเขาอพยพลงสู่ภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นดินแดนพื้นที่ต่ำใกล้เคียงระดับน้ำทะเล แต่ทว่าลาหู่กลุ่มนี้กลับอพยพย้ายถิ่นลงใต้ในดินแดนมุสลิม ซึ่งมีความขัดแย้งเรื่องศาสนา การเมือง การปกครอง แต่พวกเขายังสามารถประกอบศาสนากิจของตนเอง และได้ร่วมสร้างคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้กับท้องถิ่น ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างเช่นการได้รับรางวัลเป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนยลวิถีประจำปี พ.ศ. 2566 ของกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนและสัมผัสถึงวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมของชาวลาหู่เบตง ทำให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในการมีตัวตนบนดินแดนภาคใต้สุดสยาม แรงจูงใจและเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานจะอือ เลิศวิไลพรกุล หรือ “จะอือ ลาหู่” หัวหน้าหมู่บ้านชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อ.เบตง จ.ยะลา เล่าให้ฟังว่า เขามาอยู่ที่อำเภอเบตงนานกว่า 21 ปีแล้ว ครอบครัวมีสามพี่น้อง ตอนแรกมาเพียงครอบเดียว เพื่อรับจ้างทำงานทั่วไป ก่อนมาอยู่ที่นี่เขาเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านในอำเภอแม่ฟ้าหลวง และมีเงินเดือนประจำ 1,300 บาท โดยก่อนที่สมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) จะเสด็จฯ มาอยู่ที่ดอยตุง ชาวเขาเรา มี ลาหู่ อาข่า ม้ง ลีซอ คนไทยดูแลไม่ทั่วถึง ไม่มีใบสงเคราะห์ (หนังสือรับรอง) บางคนมีถูกต้อง บางคนไม่มีสัญชาติไทย ไป ๆ มา ๆ ต้องทำใบรับรองทุกคน หากไม่มีก็จะโดนจับ ครอบครัวของจะอือมีลูก 4 คนที่ต้องเรียนหนังสือ และจะต้องจบปริญญาตรีให้ได้ แต่รายได้มีน้อย เพื่อนบอกให้มาหางานทำที่เบตง ได้เงินเยอะ ตอนนั้นยังไม่ได้คิดจะมาตั้งหลัก คิดว่ามาทำงาน 3 เดือน เพื่อมีรายได้ 70,000 บาท รับจ้างเหมาถางป่า ขณะนั้นเขายังเป็นผู้ใหญ่บ้านที่แม่ฟ้าหลวง ยอมไม่เอาเงินเดือนสามเดือนให้คนอื่นมาทำแทน แต่ผู้ใหญ่บ้านทางโน้นบอก ตัวจะอือไม่อยู่ในพื้นที่พัฒนา ตัวไม่อยู่จะให้คนอื่นมาแทนไม่ได้ เมื่อเขาพูดมาอย่างนี้ จึงทำให้ครอบครัวของจะอือต้องตัดสินใจย้ายมาหางานทำที่เบตง พอย้ายมาทำงานรับจ้างที่นี่ ก็มีเพื่อน ๆ ตามมามีอยู่ด้วยอีก 50 หลังคา เพราะเขาเห็นว่ามีรายได้ดี เริ่มแรกมาอยู่ที่ ตาแปะกอตอ เป็นหมู่บ้านของชาวอิสลามในอำเภอธารโต ครอบครัวของจะอืออาศัยอยู่กับเถ้าแก่เจ้าของสวนส้มและรับจ้างทำงานทั่วไป ต่อมาเถ้าแก่สวนส้มโชกุนช้าง ได้จัดสรรให้ที่อยู่ (ที่ดินเปล่า) ขนาดเท่าห้องพัก 5 เมตร 20 เซ็นติเมตร ราคาแปดหมื่นหรือเจ็ดหมื่นห้าพันบาท ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสด แต่ให้ผ่อนส่งเป็นรายเดือน กว่าจะตั้งหลักได้ก็ 3-4 ปี รวบรวมเงินไปจ่ายเถ้าแก่ ตอนนี้ก็ยังไม่มีสวนของตัวเอง ยังคงรับจ้างทั่วไป ไม่ใช่รับจ้างเถ้าแก่ช้างเพียงคนเดียว แต่พวกเขายังรู้จักเถ้าอีกหลายคน ทำงานรับจ้างเหมาถางหญ้า ถางป่าไปทั่ว ด้วยความสู้งานและอดทน ตลอดเวลา 5 ปี แต่ทว่าในใจยังคงคิดถึงวัฒนธรรมและประเพณี อัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ลาหู่อยู่เสมอ โอกาสและความท้าทายจากแรกเริ่มมีชาวชาติพันธุ์ลาหู่เพียงครอบครัวเดียว ที่มารับจ้างทำงานเป็นแรงงานในภาคเกษตร สวนยาง สวนส้มและสวนทุเรียน ต่อมาก้าวสู่การรับจ้างเหมาเป็นแรงงานถางป่าและดูแลผลผลิตในพื้นที่ เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำ ทำให้คุณภาพชีวิตของครอบครัวดีขึ้น ได้รับความไว้วางใจในผลงานจากนายจ้าง จะอือเริ่มมีบทบาทใหม่ที่สำคัญในฐานะผู้นำชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในพื้นที่เบตง และเริ่มสร้าง เครือข่ายแรงงานชาวลาหู่ ขึ้นมาในพื้นที่ภาคใต้ โดยชักชวนญาติพี่น้องผองเพื่อนลาหู่ในภาคเหนือ ให้มาเป็นแรงงานรับจ้างและอยู่รวมกันในพื้นที่อำเภอเบตง อำเภอธารโต สุดปลายด้ามขวานดินแดนไทยในภาคใต้ ซึ่งโอบล้อมด้วยภูเขาสูงและป่าธรรมชาติ พืชพรรณอันหลากหลาย อีกทั้งยังเป็นสังคมแบบ “วิถีพหุวัฒนธรรม” โดยมี ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ วัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย ศิลปะการแสดงดนตรี และมีความพยายามจะส่งต่อวิถีชีวิตแบบลาหู่สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน ท่ามกลาง คนไทยเชื้อสายจีน คนไทย และ ชาวมลายู ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้ว “ลูกหลานลาหู่เบตง” กับภารกิจสืบสานวิถีวัฒนธรรมประเพณี ลูก ๆ ของจะอือ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว 3 คน ลูกสาวคนโตเรียนจบแล้วมีครอบครัวกลับไปอยู่ที่แม่ฟ้าหลวง ลูกเขยของจะอือเป็นชาวอาข่า ส่วนลูกชายอีก 2 คน ยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ จะอือเล่าว่า ลูกหลาน เด็ก ๆ ที่เรียนจบแล้ว ไม่ค่อยสนใจประเพณีวัฒนธรรมลาหู่ของเรา มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกถึงสถานการณ์ความเสี่ยงด้านวัฒนธรรมของชาวลาหู่ ที่กำลังท้าทายคนเฒ่าคนแก่ ให้ต้องเผชิญหน้ากับลูกหลานที่ไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญของวิถีวัฒนธรรมและประเพณี โดยได้ให้ข้อสังเกตเป็นแนวทางป้องกัน หาก “ลาหู่” ไม่ฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมและประเพณีขึ้นมา อัตลักษณ์เหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรการเคลื่อนย้ายของสังคมและวัฒนธรรม แม้แต่การพูดภาษาในครอบครัว ลูก ๆ ไม่พูดภาษาลาหู่ เราพูดไปเขาฟังรู้ แต่ตอบกลับมาเป็นภาษาไทยการดำเนินชีวิตของคนรุ่นลูกรุ่นหลานในครอบครัวของจะอือ ไม่ต่างไปจากครอบครัวอื่น ๆ ลูกหลานที่ส่งออกไปเรียนหนังสือนอกชุมชนชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ต้องปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมและวิถีสังคมสมัยใหม่ เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว สมัครไปทำงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชน มาบอกว่าจะขอเปลี่ยนนามสกุลเป็นแบบคนไทย เมื่อก่อนใช้นามสกุล “ลาหู่” ตอนนี้ลูกบอกไม่เอานามสกุลลาหู่แล้ว ปัจจุบันทุกคนในครอบครัวจึงใช้นามสกุลใหม่ “เลิศวิไลพรกุล” ตามลูก จาก “จะอือ ลาหู่” ในอดีต เปลี่ยนมาเป็น “จะอือ เลิศวิไลพรกุล” แต่จะไม่เปลี่ยนชื่อ สำหรับคำว่า “จะอือ” ภาษาลาหู่แปลว่า ลูกชายคนโต (ลูกชายคนที่หนึ่ง) โดยชื่อผู้ชายมีคำ “จะ”นำหน้า ส่วนชื่อผู้หญิงมีคำ “นา”นำหน้าอย่างเช่น “นาพือ” สำหรับ เทศกาลงานประเพณีของลาหู่ มี 3 ประเพณีสำคัญ หนึ่ง-ประเพณีกินข้าวใหม่ สอง-คริสต์มาส (เดือน 12) จัดงานร้องเพลง สาม-ปีใหม่ตรุษจีน (ปีใหม่มูเซอ) ลาหู่ชายหญิงจะร่วมกันแสดงจะคึ อันเป็นอัตลักษณ์ของชาวชาติพันธุ์ลาหู่ โดยต้นปี พ.ศ. 2568 ในเดือนมกราคมจะจัดงาน “ปีใหม่ลาหู่โลก” ที่อำเภอเมืองเชียงราย จะมีชาวลาหู่จาก 20 ประเทศทั่วโลก มาจาก จีน พม่า เวียดนาม สหรัฐอเมริกา มารวมกันมากกว่า 20,000 คน เพื่อร่วมกัน ฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณีของชาวชาติพันธุ์ลาหู่ ที่ใกล้จะเลือนหายไปจากสังคม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับคืนมาและสืบสานต่อไปยาวนาน “นาพือ” สาวน้อยชาวลาหู่ ได้เผยถึงมุมมองของตนที่มีต่อวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ลาหู่ว่า ตนมีความภาคภูมิใจในตัวตนที่เป็นชาวชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์สืบสานกันมายาวนาน และชื่นชมการสู้ชีวิตของรุ่นปู่ย่าตายายรวมถึงบรรพบุรุษ แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องปรับตัวเพื่ออยู่กับปัจจุบันให้ได้ก่อน สำหรับวิถีวัฒนธรรมและเทศกาลงานประเพณีลาหู่ ยินดีให้ความร่วมมือและทำตามคนเฒ่าคนแก่สั่งสอน แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตไม่ได้มีเผชิญกับอุปสรรคปัญหาอย่างรุ่นพ่อรุ่นแม่ ก็ยอมรับว่าอาจจะไม่ค่อยเข้าใจอย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก มุมมองของชาวชุมชนฯ บนความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันแบบสันติวิธี นายศรัลยวิชญ นวลเจริญ ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง อายุ 48 ปี เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนที่เกิดและเติบโตมาในอำเภอเบตง เขาเล่าว่า ปัญหาท้าทายของกลุ่มชาวลาหู่เบตง คือเรื่องบัตรประจำตัวประชาชน บัตรหมายเลข –0– (ศูนย์) การดูแลรักษาพยาบาล กรณีที่ไม่มีเอกสารรับรอก็ต้องจ่ายเงินค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง ทางเราก็พยายามช่วยเหลือเท่าที่อำนาจหน้าที่จะทำได้ อย่างค่าน้ำนม และเรื่องการรับรองก็ช่วยเหลือกันไปตามบทบาทหน้าที่ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ได้เข้ามาเติมเต็มชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนให้สมบุรณ์ และมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมุมมองด้าน “วิถีพหุวัฒนธรรม” และการที่ได้รับรางวัลสุดยอดชุมชนยลวิถี ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความสนใจและเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือน สร้างโอกาสและส่งเสริมให้ชุมชนเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ ไว้ว่าในตัวเมืองหรือในชุมชน มีกิจกรรมหรืองานใด ๆ ก็จะพา จะอือและชาวชุมชนจำนวนหนึ่งไปร่วมกิจกรรมการแสดง ออกบูธ ขายพืชผักผลไม้ที่ปลูกไว้ด้วย เพื่อให้พวกเขามีตัวตนและปรากฏอยู่ในสังคมของชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง สิ่งหนึ่งที่พวกเขาอยากมีและอยากได้นั่นคือ “จักรเย็บผ้า” เพื่อนำมาสร้างงานสร้างอาชีพให้กับ กลุ่มแม่บ้าน ที่มีฝีมือการทำ ชุดเครื่องแต่งกายชนเผ่าชาติพันธุ์ลาหู่ อันเป็นอัตลักษณ์ที่ภาคภูมิใจ และด้วยความสวยงามและโดดเด่น นักท่องเที่ยวทั้งจากมาเลเซียและอื่น ๆ นิยมมาซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างชุดสตรีลาหู่ขายได้ 10,000 กว่าบาท ส่วนชุดผู้ชายประมาณ 8,000 บาท โอกาสและอนาคตของ “ชาวชุมชนลาหู่เบตง” ต้องอาศัย คนรุ่นใหม่ ที่ใช้โซเชียลสื่อออนไลน์ ในชุมชนนี้มีหลายคนที่มีแววที่จะเป็น “ยูทูปเบอร์” และ “ติ๊กต๊อกเกอร์” นำเสนอคอนเทนต์และรีวิวสินค้าได้ ชาวชุมชนนิยมปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันที่“โบสถ์คริสต์”ทุกวันอาทิตย์ เมื่อก่อนสร้างเป็นโบสถ์ไม้ไผ่ ต่อมาก่อสร้างใหม่ใช้ปูนและอื่น ๆ เพื่อให้มีความแข็งแรง มั่นคง และใช้เป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย อาหารการกินของชุมชนลาหูเบตงคือ “ข้าวปุก” เกิดจากการนำข้าวเหนียวนึ่งมาใส่ลงในครกไม้ขนาดใหญ่แล้วตำ ระหว่างที่ตำอยู่นั้นจะมีเสียงดัง ปุก ปุก ปุก จนกลายเป็นก้อนแป้งที่เหนียวและนุ่ม หอม ทุกครัวเรือนนิยมปลูกพืชผักและผักสวนครัวมีไว้กินเอง และแบ่งบางส่วนไปขาย เพื่อสร้างรายได้ ส่วนสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม ชุมชนชาวลาหู่ที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากภาคเหนือ มีความคิดเห็นตรงกันว่า เบตงมีอากาศเย็นสบายดีตลอดปี ไม่ร้อนไม่หนาว มีฝนตกเกือบตลอดปี และไม่หนาวมากอย่างที่ภาคเหนือ ซึ่งห่มผ้าสามผืนแล้วก็ยังหนาวเย็นมาก เรียนรู้การอยู่ร่วมกันผ่านสังคมการทำงานนายทวีศักดิ์ บัวเพชร ผู้จัดการทั่วไปของ “สวนส้มโชกุนช้าง” ชาวนครศรีธรรมราช ย้ายมาอยู่ที่อำเภอเบตง เพราะมีครอบครัวและทำงานในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน พบว่ามีชาวชาติพันธุ์ลาหู่กลุ่มแรกและเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เข้ามารับจ้างทำงานอย่างไม่เป็นทางการที่สวนส้มโชกุนช้างเมื่อปี พ.ศ. 2530-2531 จากนั้นก็มีการหมุนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ ส่วนกลุ่มลาหู่ของ “จะอือ” เข้ามารับจ้างทำงานอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2555 เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ซึ่งต้องไปจดทะเบียนขออนุญาตให้ชาวต่างด้าวเข้ามาทำงานที่จังหวัดยะลา อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบทางราชการ และมีการทำสัญญาจ้างงานแบบมีเงินเดือน เขาเล่าว่า ตอนนั้นทำเป็นที่ดินจัดสรร (ขายที่ดินเปล่า) เมื่อปี พ.ศ. 2551 เขา(จะอือ) เริ่มเข้ามาซื้อที่ ก็ผูกพันกันเรื่อยมา แล้วก็เริ่มเข้ามารับจ้างทำงานเป็นคนงานในสวนส้ม สมาชิกของเขา (จะอือ) มีเยอะเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ หมุนเวียนกันเข้ามาทำงาน ต่อมาเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น แรงงานก็เริ่มถดถอย จะอือ เปลี่ยนจากแรงงานรับจ้างทั่วไป มาเป็นการรับเหมาแรงงาน มีพลังไปรับเหมา ไปเช่าสวนกรีดยาง รับเหมาตัดหญ้า รับเหมาถางป่า มีทีมงานและสามารถดึงแรงงานรับจ้างชาวลาหู่มาจากลุ่มนั้นกลุ่มนี้รวมกันได้ด้วย “ความเก่งงานของชาวลาหู่มีมาระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะงานบนภูเขา อย่าง งานสวนขั้นบันได เมื่อก่อนที่เบตงไม่มี แต่พวกเขามีทักษะการทำสวนขั้นบันได ร่างกายเขาแข็งแรงและเขาเก่งกว่า เรายังต้องศึกษาเรียนรู้จากเขา สิ่งที่เติมให้เขาคือ การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทักษะใหม่ ๆ ปรับเปลี่ยนหลายอย่างทั้งการกินอยู่หลับนอน การพัฒนาสวนเพื่อการค้า ปรับเปลี่ยนได้ เพราะทักษะฝีมือเขามีอยู่แล้ว เปลี่ยนรูปโฉมให้เป็นแบบที่เราต้องการ ไม่ทำแบบเดิม ๆ เพราะเราต้องไปสู้กับ(ตลาด) ข้างนอกให้ได้” อุปสรรคมีบ้าง อย่างคนที่พูดไทยได้ก็คุยกันง่าย ส่วนคนที่สื่อสารไม่ได้ ไม่เข้าใจกัน บอกอย่างหนึ่งแต่เขาคิดไปอีกทาง อย่างการฉีดวัคซีนป้องกันไข้มาเลเรีย ไข้เลือดออก อยู่ที่นี่มันอันตราย ต้องเจาะเลือดไปตรวจทุกคน ก็มี 2-3 คนไม่ยอมให้เจาะเลือด ไม่ยอมตรวจ แต่ยอมออกจากงานไปเลยก็มี ผู้จัดการสวนส้มกล่าวทิ้งท้ายไว้ ชาวชาติพันธุ์ลาหู่ในภาคเหนือ ของประเทศไทย นับว่าเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าธรรมชาติและเอาตัวรอดได้และยังมีความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพรเป็นอย่างดี ในขณะที่ กลุ่มชาวชาติพันธุ์ลาหู่เบตงในภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายของจะอือ เฉพาะที่ยะลา อำเภอเบตงกับอำเภอธารโต มีอยู่ประมาณ 700 กว่าหรือ 800 คน เฉพาะคนที่ย้ายมาจากทางภาคเหนือ ส่วนคนที่มาเกิดที่นี่ มีบัตรประชาชน รวมทั้งนักเรียน และรุ่นลูกหลานที่ได้รับบัตรประชาชนมาแล้ว โดยรวมมีอยู่เกือบ 10,000 คนแล้ว ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อนเบตง จาก “สังคมเกษตรกรรม” ปรับตัวสู่ “สังคมธุรกิจท่องเที่ยว” กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดให้มีกิจกรรมท่องเที่ยววิถีใหม่สไตล์ New Normal จึงแสวงหา “ชุมชนที่มีศักยภาพ และความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ” ผ่านโครงการคัดเลือกชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชนยลวิถี” และดำเนินการส่งเสริมให้ชุมชนเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น พร้อมกับการผลักดันให้มีการเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ คาดหวังว่าให้มียอดนักท่องเที่ยวและรายได้เพิ่มขึ้น โดย “ชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน” ซึ่งเป็น “สังคมพหุวัฒนธรรม” ได้รับเลือกเป็นชุมชนต้นแบบ ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของชาวลาหู่เบตง ในชุมชนบ้านบ่อน้ำร้อน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา อย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม “การโยกย้ายไปตามแรงงาน” และ “การโยกย้ายโดยภาครัฐบังคับ” ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จากอดีตถึงปัจจุบัน และยังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต และในทุกวัฒนธรรมย่อมมีการเคลื่อนย้ายของผู้คนหลากหลายวนเวียนเป็นวัฏจักร หากเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ เปลี่ยนวัฒนธรรมประเพณีให้เป็น “ทรัพยากร” เมื่อนำไปใช้ ส่งออกไปแล้ว จะต้องนำกลับเข้ามาคืน เพิ่มเติมเสริมหรือสร้างใหม่ และควรให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการอย่างจริงจังและเป็นระบบ เพื่อความอยู่รอดและไปต่อได้ บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม
Originally published by IOM โดย: รสวรรณภัทชก์ หงษ์สุวรรณ์, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานBy: Rossawannaphat Hongsuwan, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program. บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.
Originally published by IOM โดย: รสวรรณภัทชก์ หงษ์สุวรรณ์, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานBy: Rossawannaphat Hongsuwan, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program. บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.
1 of 5
เรื่อง
19 มกราคม 2026
แรงงานโอด นายหน้าอิ่ม เกษตรกรอ่วม จากระบบจัดจ้างแรงงานข้ามชาติ
ภาคเกษตรกรรมเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย การผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรสร้างรายได้ในปี พ.ศ. 2567 มูลค่ารวม 23,357.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (821,212 ล้านบาท) ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.1 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2566 แต่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ มีฟันเฟืองสำคัญที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง นั่นคือ ‘แรงงานข้ามชาติ’ ซึ่งกลายเป็นกำลังหลักในไร่และสวนผลไม้ทั่วประเทศ พวกเขาเดินทางข้ามพรมแดนมาด้วยความหวังในชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิต งานเกษตร ก่อสร้าง และงานบริการที่คนไทยจำนวนมากอาจไม่ได้เลือกทำอีกต่อไป นับเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างแรงงานที่สำคัญอย่างยิ่ง ช่วยให้ภาคเกษตรของไทยยังเดินหน้าต่อไปได้ ทว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการจ้างงานและการจัดการแรงงานข้ามชาติกำลังส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างประเมินค่าได้ยาก ตั้งแต่ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไปจนถึงค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น กระทบต่อปากท้องของคนไทยทุกคน บทความนี้จะพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจเชิงลบของระบบ MOU และค้นหาวิธีแก้ไขต้นตอของปัญหาที่หยั่งรากลึกในระบบการจ้างงาน โดยตรวจสอบผ่านผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายราย ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ แม้ว่าประเทศไทยมีโอกาสที่จะครองตลาดสินค้าเกษตรโลกได้ แต่ ‘ความเสี่ยง’ ที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคการเกษตร เนื่องจากตลาดมีความผันผวนจากอุปสงค์ที่ไม่แน่นอนของโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแต่แก้ไขได้ คือกระบวนการที่ซับซ้อน และนโยบายการโยกย้ายถิ่นฐานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งสร้างความสับสนให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคเกษตร ปัญหาในการจัดการแรงงานข้ามชาติไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในระดับจุลภาคต่อตัวแรงงานและนายจ้างเท่านั้น แต่ยังลุกลามส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ เริ่มตั้งแต่ ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งฉุดรั้งการเติบโตของภาคเกษตร กระบวนการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU และ Pre-MOU ที่ทั้งซับซ้อน ล่าช้า และเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝง กลายเป็นภาระหนักอึ้งของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายจ้างรายย่อย (SME) ที่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอ หลายคนจำใจต้องพึ่งพานายหน้า ซึ่งคิดค่าบริการสูงกว่าอัตราที่รัฐกำหนด 1-3 เท่า หรืออาจต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดกระบวนการ ดังที่ พวงมณี (นามสมมุติ นักเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นเจ้าของสวนทุเรียนจังหวัดตราด) ชี้ว่า “การที่ระบบการจ้างงานมีความซับซ้อนและต้องพึ่งพานายหน้า เป็นการเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง” นอกจากนี้ ภาวะขาดแคลนแรงงานในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ยังผลักดันให้ค่าแรงสูงขึ้น มานิตย์ ชิงชัย เจ้าของสวนทุเรียนต้นแบบ ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ยอมรับว่า “ต้นทุนหลัก ๆ ที่ส่งผลปีนี้ก็คือค่าแรง” ซึ่งปรับสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน แม้เขาจะพยายามนำเทคโนโลยีอย่างโดรนมาช่วยลดต้นทุนในการพ่นยา แต่หลายขั้นตอนก็ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี หากไม่มีแรงงานข้ามชาติที่พร้อมจะทำงานเหล่านี้ ภาคการผลิตคงหยุดชะงัก เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ประกอบกับ การขาดแคลนแรงงานในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้การเก็บเกี่ยวหรือดูแลผลผลิตล่าช้า ส่งผลให้ผลผลิตลดลงและเกิดความเสียหายสะสม ศุภวัฒน์ มุรินทร์ เจ้าของสวนทุเรียนในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า “สวนทุเรียนจะต้องทำงานให้ทันเวลา ถ้าเคลื่อนย้ายแรงงานลำบากอย่างนี้ ก็จะเกิดปัญหาทำไม่ทัน ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย” แม้จะประเมินมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเลขได้ยาก แต่การที่ผลผลิตลดลงย่อมหมายถึงรายได้ที่หายไป และส่งผลกระทบต่อปริมาณสินค้าเกษตรในตลาดโดยรวม ผลกระทบเหล่านี้ยัง ส่งผลต่อ GDP และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม เท่ากับความสูญเสียมหาศาลต่อความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ การที่ภาคเกษตรซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ ไม่สามารถผลิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ย่อมฉุดรั้งการเติบโตของ GDP โดยรวม ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าเกษตรของไทยแพงกว่าคู่แข่งในตลาดโลก ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้น ๆ อาจสูญเสียตลาดส่งออกมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่มีการจัดการแรงงานและต้นทุนที่ดีกว่า พวงมณี ให้ความเห็นว่า “ยิ่งเพิ่มต้นทุนเท่าไหร่ โอกาสที่เขาจะทำกำไรก็น้อยลง เป็นตัวที่ทำให้การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจช้าลง” แม้ ศุภวัฒน์ มุรินทร์ จะมองว่าการรักษาปริมาณส่งออกให้เพิ่มขึ้นทุกปีสำคัญกว่าการเป็นที่หนึ่ง แต่ก็ยอมรับว่าการแข่งขันรุนแรงขึ้น และทุกประเทศต่างต้องการส่วนแบ่งจากตลาดทุเรียนที่มีมูลค่าสูง เขายังชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีคู่แข่งอย่างเวียดนาม หรือจีนที่เข้ามา แต่คุณภาพและการจัดการของไทยยังสามารถแข่งขันได้ หากมีการควบคุมคุณภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเหล่านี้ยังส่งผลโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปผ่าน ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ ถูกผลักภาระมายังผู้บริโภค ทำให้ราคาผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูปต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของทุกคน นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชั่นและเงินใต้โต๊ะที่จ่ายให้กับนายหน้าและเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ยังทำให้เกิด เงินหมุนเวียนนอกระบบ และเศรษฐกิจใต้ดินเฟื่องฟู เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้พัฒนาประเทศ และยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมคอร์รัปชั่น บั่นทอนความโปร่งใสในการบริหารจัดการเศรษฐกิจของภาครัฐ ต้นตอปัญหา ระบบการจ้างงานและการจัดการที่ล้มเหลว แม้แนวคิดและหลักการของนโยบาย MOU และ Pre-MOU จะสมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐศาสตร์และผลประโยชน์ของประเทศ แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงมีปัญหาและไม่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเอาเปรียบแรงงานได้อย่างแท้จริง ดังที่ พวงมณี ให้ความเห็นว่า “ตัว MOU เป็นความพยายามที่มีมาหลาย 10 ปี แต่ว่าที่ผ่านมาในอดีต เราพยายามออกแบบทำระบบ เอาคนผิดกฎหมายมาทำให้กลายเป็นคนถูกกฎหมาย แต่ว่าตัว MOU ที่ผ่านมาก็ยังไม่ค่อยตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจเท่าไหร่ เพราะว่ามันมีปัญหาอุปสรรคมาตลอดทาง ถ้าถามในมุมของนักวิจัย Pre-MOU ดี เพราะมันเป็นความพยายามแก้ตรงจุดอ่อนที่เคยมีมาก่อนให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้มันครอบคลุมยิ่งขึ้น แต่ว่าก็ยังมีรูโหว่เยอะมาก” ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเหล่านี้ มีต้นตอมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการจ้างงานและการจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ปัญหาหลักประการแรกคือ กระบวนการนำเข้าแรงงาน (MOU/Pre-MOU) ที่ซับซ้อน มีต้นทุนสูง และล่าช้า ขั้นตอนที่ยุ่งยาก ใช้เอกสารจำนวนมาก และต้องติดต่อหลายหน่วยงาน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่คุ้นเคยกับระบบราชการและเทคโนโลยี สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน LRF ชี้ว่า "ความไม่สะดวกมันทำให้เขาต้องหันไปพึ่งนายหน้า" ค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น ค่าตรวจโรค 1,000 บาท ค่าใบอนุญาตทำงาน 2 ปี 1,900 บาท ค่าวีซ่า 500 บาท ค่าอัปเดตบัตรชมพู 20 บาท ค่าเนมลิสต์ฝั่งเมียนมา 2,000 บาท ค่าภาษีฝั่งเมียนมา 2,400 บาท ค่าประกันสุขภาพ 3,200 บาท ค่าหลักประกัน 1,000 บาท ค่าทำพาสปอร์ต 6,000 บาท ค่าเดินทาง 6,000 บาท ค่าคิวเซ็นสัญญาที่สถานทูต 1,500 บาท รวมแล้วสูงถึง 25,520 บาทต่อคน ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ประกอบกับความล่าช้าในการรออนุมัติเอกสารจากประเทศต้นทาง โดยเฉพาะเมียนมา ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายเดือนหรือไม่ได้รับการอนุมัติเลย ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการแรงงานในภาคธุรกิจ พวงมณี กล่าวว่า “เวลารอ MOU บางทีรอกันครึ่งปีเลยนะ รอทั้งปีบางทีก็ยังไม่ได้” พร้อมเล่าถึงประสบการณ์ตรงที่พยายามทำเอกสาร MOU ให้แรงงานด้วยตนเองว่า “เป็นเรื่องยากที่สุดในโลก” แม้จะมีความรู้ด้านกฎหมายและติดตามข้อมูลมาตลอด แต่ก็ยังเกือบไม่ทันตามกำหนดเวลา และสรุปว่า “ปีหน้าจะกลับไปใช้นายหน้าเหมือนเดิม เพราะว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนธรรมดาจะทำ” นอกจากนี้ ตาก (นามสมมุติ) หัวหน้าแรงงานชาวไทย ยืนยันว่ากฎหมายที่จำกัดการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติข้ามจังหวัดก็เป็นอีกอุปสรรคต่องานเกษตรที่ต้องการความยืดหยุ่น และต้องแข่งกับเวลา บางครั้งความมั่นคงนั้น ย้อนแย้งกับความต้องการทางเศรษฐกิจของชาติ ความซับซ้อนและความล่าช้าของระบบยังเปิดช่องให้เกิด คอร์รัปชั่นและการแสวงหาผลประโยชน์ มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากนายหน้าและเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม เพื่อแลกกับการอำนวยความสะดวกหรือเร่งรัดกระบวนการ ส่งผลให้แรงงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริง หลายคนต้องกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็น “แรงงานขัดหนี้” และตกอยู่ในภาวะเปราะบาง นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแรงงานที่เอกสารยังไม่สมบูรณ์ (แม้จะอยู่ในช่วงผ่อนผัน) เพื่อเรียกรับเงิน แทนที่จะดำเนินการตามกฎหมาย สุธาสินี เล่าถึงกรณีที่ตำรวจเรียกเงินจากแรงงานหัวละ 5,000 บาท แต่ต่อรองเหลือ 2,500 บาท ซึ่งสะท้อนปัญหาการใช้อำนาจในทางมิชอบ ขณะที่ วรรณ (นามสมมุติ) เจ้าของไร่อ้อย จังหวัดตาก เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่เคยถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาเรียกเงินถึงในไร่ โดยอ้างเรื่องการจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้ยังถูกซ้ำเติมด้วย นโยบายที่ไม่ตอบโจทย์และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง นโยบายบางอย่าง เช่น Pre-MOU หรือการกำหนดให้ต้องทำ CI (Certificate of Identity) ให้เสร็จสิ้นตามระยะเวลาที่กำหนดกับสถานการณ์ของประเทศต้นทางไม่สอดคล้องกัน อาจเป็นผลให้แรงงานและผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานข้ามชาติเจอข้อท้าทายด้วยกรอบระยะเวลา ต้องหลุดออกจากระบบโดยปริยาย เช่น กรณีที่เคยเกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566 แรงงานเมียนมาจำนวน 676,446 คน ต้องดำเนินการจัดทำเอกสาร CI พบว่า จากรายงานการประชุมครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2568 มีแรงงานเมียนมาเพียง 406,968 คนเท่านั้นที่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดทำเอกสารดังกล่าว ดังนั้นแล้ว กระบวนการต่อใบอนุญาตทำงานแบบ Pre-MOU จะต้องต่ออายุแรงงานเมียนมา 2,012,856 คน ตัวเลขนี้เป็นข้อท้าทาย และความเสี่ยงในการจัดทำเอกสาร ซึ่งอาจทำให้แรงงานหลุดออกจากระบบ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันของเมียนมาไม่เอื้อต่อการนำแรงงานเข้ามาตามกลไกของ MOU หรือ ระบบการนำเข้า G to G เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบ รวีพร ดอกไม้ ผู้ประสานงานคลินิกกฎหมายแรงงานแม่สอด มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าว นอกจากนี้การตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ทุจริตยังมีน้อย ทำให้มีนายจ้างจำนวนมากออกมาพูดถึงปัญหาเรื่อง Pre-MOU และระบบที่ไม่โปร่งใส เช่นกลุ่มนายจ้างสีขาว ขณะที่ภาครัฐเองยังขาดการสนับสนุนนายจ้างและลูกจ้างอย่างจริงจัง ทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และการแก้ไขปัญหา ศุภวัฒน์ มุรินทร์ สะท้อนว่า “การสนับสนุนจะมาตอนที่เราทำสำเร็จแล้ว” พร้อมทั้งเสริมว่า ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่รอให้ประสบความสำเร็จแล้วค่อยเข้ามามีส่วนร่วม ท้ายที่สุด สิทธิแรงงานขั้นพื้นฐานยังคงถูกละเลย ในหลายกรณี แรงงานจำนวนมากได้รับค่าจ้างต่ำกว่าเกณฑ์และอาจถูกหักเงินอย่างไม่เป็นธรรม การเข้าถึงสวัสดิการเช่นประกันสังคมและสุขภาพยังมีจำกัด ความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมียังเป็นปัญหา ดังที่ วรรณ เจ้าของไร่อ้อย เล่าว่า ซื้ออุปกรณ์ป้องกันให้ แต่แรงงานก็ไม่ค่อยใช้เพราะไม่ถนัด และยังแสดงความกังวลเรื่องสุขภาพของแรงงาน เนื่องจากบางที่ก็ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันให้เลย จึงอยากให้มีหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยและการป้องกันตนเอง เช่นการใช้หน้ากาก เสื้อผ้า และรองเท้าบูท เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่สัมผัสกับผิวหนัง และเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจ เสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบ วงจรหนี้สิน ความเสี่ยง และความหวังท่ามกลางความท้าทาย จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่างสะท้อนเสียงแห่งความยากลำบากและความท้าทายที่ต้องเผชิญ กลุ่มแรงงานข้ามชาติแม้จะเข้ามาด้วยความหวัง แต่ก็ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการเข้ามาทำงานและการทำเอกสารที่สูงลิ่ว หลายคนต้องก่อหนี้สินเพื่อแลกกับโอกาสในการทำงาน แต่กลับต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางรายได้ ความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัยจากการทำงาน โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ต้องสัมผัสสารเคมี และยังต้องอยู่อย่างหวาดกลัวการถูกจับกุมหากไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง ดังเช่น คำมุ้น (นามสมมุติ) แรงงานชาวเมียนมาที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน เล่าว่าเขาไม่อยากทำบัตรเพราะค่าใช้จ่ายสูง และเคยเผชิญประสบการณ์ถูกนายจ้างงานก่อสร้างไม่จ่ายค่าแรง อย่างไรก็ตาม แม้จะลำบาก หลายครั้งเมื่อเจ็บป่วยก็ทำได้แค่ไปซื้อยากินเอง ไม่สามารถไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ แต่แรงงานจำนวนมากยังคงเลือกที่จะอยู่ในประเทศไทย เพราะมองว่ายังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าบ้านเกิดที่กำลังเผชิญความไม่สงบ พวกเขามีความหวังเพียงแค่ อยากได้รายได้ส่งกลับบ้าน เพื่อส่งเสียครอบครัว และหลายคนก็แสดงความขยันขันแข็งและความสามารถในการปรับตัว ดังที่ วรรณ กล่าวชมแรงงานพม่าว่า “เขาทำงานเร็ว และอดทนมาก” ซึ่งพิสูจน์แล้วผ่านช่วงวิกฤตขาดแคลนแรงงาน ทำให้ตนต้องลงไปทำงานเอง แล้วพบว่าทำไม่ไหว ทำได้ไม่ถึง 1 ใน 5 ของที่แรงงานทำ เป็นการยืนยันว่างานเกษตรในปัจจุบันเป็นงานหนักที่คนไทยอาจทำไม่ได้ และแรงงานข้ามชาติคือผู้ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างสำคัญนี้ ในขณะเดียวกัน กลุ่มนายจ้างภาคเกษตร ต้องแบกรับต้นทุนการจ้างงานที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าแรงที่ปรับตัวตามภาวะขาดแคลน และค่าใช้จ่ายแฝงในกระบวนการทำเอกสาร พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการจ้างแรงงานที่ไม่มีเอกสาร เนื่องจากขั้นตอนที่ยุ่งยาก และแรงงานในระบบนั้นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ และความเครียดจากการบริหารจัดการแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการในช่วงเวลาสำคัญ วรรณ เจ้าของไร่อ้อย สะท้อนความรู้สึกนี้ว่า แม้จะสงสารแรงงาน แต่ก็มีความกังวลเรื่องปัญหาทางกฎหมายและไม่กล้ารับแรงงานไว้ในไร่จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นายจ้างหลายคนก็ยังแสดงความเห็นใจและพยายามดูแลแรงงานเท่าที่ทำได้ เช่น การให้ที่พัก อาหาร หรือความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความผูกพันในระดับหนึ่ง หรือการที่ ศุภวัฒน์ มุรินทร์ และ มานิตย์ ชิงชัย พยายามนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อลดภาวะขาดแคลน ภาระงานหนักและอันตรายให้กับแรงงาน เราทุกคนรู้ดีว่าทำไมเจ้าของสวนผลไม้ถึงจ้างแรงงานไทยไม่ได้ แล้วแรงงานเกษตรไทยหายไปไหน? ตาก แรงงานไทยที่เคยมีประสบการณ์ทำงานเกษตรในต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่เลือกทำงานภาคเกษตรในประเทศ เนื่องจากมองว่าเป็นงานที่หนัก อันตราย และได้รับค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า เมื่อเทียบกับการไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งให้ค่าแรงสูงกว่าและมีสวัสดิการที่ดีกว่าอย่างชัดเจน ทำให้ภาคเกษตรไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก เขาย้ำว่า “คนไทยไม่เสี่ยงกับพวกยา พวกสารเคมี มันไม่คุ้มกับสุขภาพ” ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยหันหลังให้กับภาคเกษตรในประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ตัวตากเอง ที่ถึงแม้จะมีประสบการณ์ด้านการทำเกษตรมาหลายปี และสวมอุปกรณ์ป้องกัน แต่ก็ยังประสบปัญหาด้านสุขภาพจากการได้รับสารเคมี อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของตากในฐานะหัวหน้าคุมแรงงานในปัจจุบัน ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการและถ่ายทอดความรู้ในภาคเกษตรได้ หากมีโอกาสและแรงจูงใจที่เหมาะสม ขณะที่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการดึงดูดแรงงานไทย แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยกลับเลือกเดินทางไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ ประสบการณ์ของ ตาก แรงงานไทยที่เคยทำงานในซาอุดีอาระเบีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยตัดสินใจเช่นนั้น และชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ภาคเกษตรและนโยบายแรงงานของไทยยังขาดหายไป เช่นเดียวกับคนไทยที่ทำงานในเกาหลีใต้ แรงงานต่างชาติก็เข้ามาทำงานที่ประเทศไทย แรงจูงใจหลักในการไปทำงานต่างประเทศคือ ค่าตอบแทนที่สูงกว่าและสวัสดิการที่ดีกว่า ตากเล่าว่า ค่าแรงงานเกษตรในเกาหลีใต้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว แม้จะหักค่าครองชีพแล้วก็ยังถือว่าคุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ ยังมีสวัสดิการที่ชัดเจน เช่น เงินเกษียณอายุงาน ประกันสังคม และการดูแลเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็ว และถูกนำมาใช้จ่ายในพิธีศพ แตกต่างจากในไทยที่สวัสดิการสำหรับแรงงานเกษตรยังมีน้อย ไม่ครอบคลุม และล่าช้า หรือบางครั้งก็ไม่ได้รับการเยียวยาเลยระบบการจ้างงานและการคุ้มครองแรงงานในต่างประเทศมีความชัดเจนและบังคับใช้จริงจังกว่า โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ ซึ่งมีระบบ G2G (รัฐบาลต่อรัฐบาล) ทำให้การจ้างงานมีสัญญาที่ชัดเจน กฎหมายคุ้มครองแรงงานถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด และมีหน่วยงานคอยช่วยเหลือแรงงานเมื่อประสบปัญหา แม้จะเคยมีกรณีการเอาเปรียบอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วแรงงานรู้สึกว่าได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าในไทย ตากยังเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในเกาหลีใต้ ซึ่งแตกต่างจากไทยที่อาจมีการบังคับใช้ที่ไม่เท่าเทียม การสนับสนุนจากภาครัฐในต่างประเทศมีส่วนสำคัญ ตากยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนภาคเกษตรอย่างจริงจัง มีการประกันราคาสินค้าเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งช่วยลดความลำบากในการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตากเล่าว่า “ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่มาเป็นพี่เลี้ยงให้ ต้องใส่ปุ๋ยอย่างนี้ ถ้าเกิดมีโรคแมลงอะไร เขาจะมาแนะนำ” สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในไทยที่เกษตรกรต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาผลผลิตเอง และยังขาดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้อย่างเพียงพอ ดังที่ตากกล่าวว่า “ที่นี่มันต้องพึ่งลำแข้งของตัวเอง” ประสบการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการดึงดูดให้คนไทยกลับมาทำงานในภาคเกษตร หรือแม้กระทั่งรักษาแรงงานข้ามชาติไว้ จำเป็นต้องมีการปรับปรุงทั้งในเรื่องทักษะ ค่าตอบแทน สวัสดิการ การคุ้มครองแรงงาน และที่สำคัญคือ นโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง การประกันราคาสินค้าเกษตรดังที่ตากเสนอ อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยสร้างความมั่นคงและแรงจูงใจให้กับเกษตรกรและแรงงานได้ เมื่อเกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน ย่อมสามารถจ้างแรงงานด้วยค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และจัดสวัสดิการที่ดีขึ้นได้ ทางออกจากวังวน ข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตร ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างรุนแรงนี้ ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยอาศัยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ข้อเสนอเพื่อเป็นทางออกจากวังวนปัญหานี้ได้แก่ การปฏิรูประบบการขึ้นทะเบียนแรงงาน ให้มีความง่าย ลดความซับซ้อนและค่าใช้จ่าย ทำให้เข้าถึงได้สะดวก โปร่งใส และมีความต่อเนื่อง อาจพิจารณาระบบ One-Stop Service ที่มีประสิทธิภาพ หรือการออกบัตรทำงานชั่วคราวในราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับการปราบปรามคอร์รัปชั่น อย่างจริงจัง โดยบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษเจ้าหน้าที่และนายหน้าที่ทุจริต พร้อมทั้งสร้างกลไกการตรวจสอบที่โปร่งใส ในขณะเดียวกัน การคุ้มครองสิทธิแรงงาน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดค่าจ้างที่เป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด จัดให้มีสวัสดิการที่เหมาะสม เช่น ประกันสุขภาพและประกันสังคม และดูแลความปลอดภัยในการทำงาน นอกจากนี้ จำเป็นต้องปรับปรุงนโยบาย ที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบาย MOU และ Pre-MOU ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง อาจต้องมีการเจรจากับประเทศต้นทาง หรือพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานในประเทศที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่ พวงมณี เจ้าของสวนทุเรียนนักเศรษฐศาสตร์ เสนอว่า การขึ้นทะเบียนไม่ควรเป็นแบบครั้งคราว (Ad Hoc) แต่ควรเป็นระบบที่ต่อเนื่อง (Routine) และภาครัฐควรเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานงานและให้ข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับการ ส่งเสริมภาคเกษตร ควรสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น การประกันราคาสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ท้ายที่สุด ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็น ตัวกลางที่มีประสิทธิภาพ โดยจัดตั้งหน่วยงานหรือกลไกที่เป็นกลางในการประสานงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และอำนวยความสะดวกในกระบวนการต่าง ๆ การสร้างระบบที่เอื้อให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายและได้รับการคุ้มครอง ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีสากลอีกด้วย วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาการจัดการแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ความเสียหายอาจลุกลามและส่งผลกระทบต่ออนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเสี่ยงในการสูญเสียสถานะประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรชั้นนำของโลก การสร้างระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของภาคเกษตร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิมนุษยชนของแรงงานทุกคน ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการสร้างสังคมที่เท่าเทียมเกื้อกูลกันมากขึ้น อันจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีตลาดที่เป็นธรรม ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีธรรมาภิบาลที่ดีในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติไทย ไม่งั้นเดี๋ยวจะอดกินทุเรียนอร่อย ๆ กันหมดนะ! บทความนี้ถูกเผยแพร่ครั้งแรกโดย ไอโอเอ็ม
Originally published by IOM โดย: สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน By: Sarawut Tinwattanakul, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program. บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.
Originally published by IOM โดย: สราวุธ ถิ่นวัฒนากูล, ผู้ได้รับทุนโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน By: Sarawut Tinwattanakul, IOM Ethical Migration Journalism Grant Programme recipient บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดยไอโอเอ็ม ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน This story was supported by IOM through the Ethical Migration Journalism Grant Program. บทความนี้มิได้ผ่านการบรรณาธิกรอย่างเป็นทางการจากไอโอเอ็ม ความเห็นที่แสดงในบทความนี้เป็นของผู้เขียนและไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงมุมมองของไอโอเอ็ม This story was published without formal editing by IOM. The opinions expressed in this story are those of the authors and do not necessarily reflect the views of the IOM.
1 of 5
เรื่อง
12 ธันวาคม 2025
กระทรวงสาธารณสุขไทย-องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ร่วมมือส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพสำหรับแรงงานข้ามชาติ
ตาก ประเทศไทย – กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทย จัดโครงการดูแลสุขภาพผู้ย้ายถิ่นชายแดนไทย-เมียนมา พื้นที่ จ.ตาก เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ หวังลดความเสี่ยงโรคระบาด พร้อมพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว ช่วยเสริมกำลังบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้า และพัฒนาความร่วมมือข้ามพรมแดนเฝ้าระวังโรคระบาดนพ. สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 6 เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ในสถานะไม่ปกติประมาณ 1.8 ล้านคน และมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อ เช่น วัณโรค มาลาเรีย และเอชไอวี เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้ย้ายถิ่นไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข จะทำให้สุขภาพของทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน ประเทศไทยจึงเดินหน้าขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ครอบคลุมผู้ย้ายถิ่นและกลุ่มประชากรเคลื่อนย้าย รวมถึงประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดูแลประชากรกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องนพ.สุภโชค กล่าวต่อว่า จากรายงานการโยกย้ายถิ่นฐานของประเทศไทย พ.ศ. 2567 มีผู้ย้ายถิ่นเข้าสู่ประเทศไทย กว่า 1.1 ล้านคน และเกือบร้อยละ 40 เดินทางผ่านจังหวัดตาก ทำให้ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ต้องรองรับภาระที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ย้ายถิ่นที่อยู่ในภาวะเปราะบางยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทั้งจากข้อจำกัดทางภาษา สถานะทางกฎหมาย ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ประเทศไทย จัดโครงการเสริมสร้างการกำกับดูแลสุขภาพผู้ย้ายถิ่นระดับท้องถิ่นและสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ย้ายถิ่นในพื้นที่จังหวัดตาก ระยะเวลา 2 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการด้านสุขภาพผู้ย้ายถิ่น โดยมุ่งให้ผู้ย้ายถิ่นและชุมชนชายแดนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้มากขึ้นด้าน ดร. ลีน่า บันดารี หัวหน้าแผนกสุขภาพผู้ย้ายถิ่น IOM ประเทศไทย กล่าวว่า การนำร่องโครงการในจังหวัดตากครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ย้ายถิ่นและชุมชนตามแนวชายแดนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น โดยการดำเนินการ ประกอบด้วย 1) เสริมศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนผู้ย้ายถิ่นและผู้ให้บริการสุขภาพ 2) เสริมกำลังบุคลากรสาธารณสุขแนวหน้าและโรงพยาบาลชายแดน เช่น โรงพยาบาลแม่สอด และ 3) พัฒนาความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านระบบเฝ้าระวังโรค การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการบริหารจัดการความเสี่ยงโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนโดยกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งไอโอเอ็ม หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ โมะเมน นาเดอร์ ที่ mnader@iom.int หรือ อนนุชมา เชรษฐา ที่ anshrestha@iom.int
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า รวมพลังผู้นำทางสังคมและเชฟมิชลิน ร่วมแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพฯ, 9 มีนาคม 2569 – เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงได้ร่วมงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อระดมการสนับสนุนในการรับมือกับวิกฤตภาวะทุพ-โภชนาการในเด็ก โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่าน ได้แก่ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, คุณบุษดี เจียรวนนท์ และคุณมาริษา เจียรวนนท์ พร้อมด้วยเชฟระดับมิชลินสตาร์ 8 ท่านจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มาร่วมรังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นความสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กการจัดงานกาล่าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมความร่วมมือในการต่อสู้กับวิกฤตภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กหลายล้านคนในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลจากยูนิเซฟชี้ให้เห็นว่า ในประเทศไทย เด็กประมาณ 1 ใน 8 คน กำลังเผชิญภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ขณะที่ทั่วโลกมีเด็กถึง 150 ล้านคนที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น และในแต่ละปีมีเด็กเกือบ 5 ล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะทุพโภชนาการภายในงาน ได้รับเกียรติจากคุณอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งอุทิศตนเพื่อสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ กล่าวเปิดงานพร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและปณิธานในการสนับสนุนเด็กทุกคน ขณะที่คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิกฤตภาวะทุพโภชนาการ โดยเน้นว่าปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาวไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ การประมูลของสะสมล้ำค่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เช่น ถุงมือของนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลก จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล และภาพพิมพ์ของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ตลอดจนเสื้อกั๊กยูนิเซฟของคุณอานันท์ ปันยารชุน และภาพเขียนของเด็กชายโพธิ์ แย้มนาม เพื่อร่วมระดมทุนสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟ โดยมีคุณปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลและอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือการรวมตัวของเชฟระดับแนวหน้า 8 ท่าน ซึ่งครองดาวมิชลินรวมกันถึง 12 ดวง มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์มื้ออาหารพิเศษด้วยจิตอาสา โดยเชฟจากประเทศไทย ได้แก่ เชฟชุดารี เทพาคำ (บ้านเทพา), เชฟชุมพล แจ้งไพร (R-Haan), เชฟณพล จันทรเกตุ และเชฟซากิ โฮชิโนะ (Kwann และ Nawa Thai Cuisine), เชฟปริญญ์ ผลสุข (สำรับสำหรับไทย) และเชฟซาชิน พูจารี (INDDEE) พร้อมด้วยเชฟระดับนานาชาติ ได้แก่ เชฟชิโนบุ นามาเอะ (L’Effervescence ประเทศญี่ปุ่น) และเชฟโช ฮี-ซุก (Hansikgonggan ประเทศเกาหลีใต้) ซึ่งเดินทางมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะนอกจากการร่วมรังสรรค์มื้ออาหารในงานกาล่าครั้งนี้แล้ว เชฟทุกท่านยังได้เข้าร่วมแคมเปญ “กินไรดี HungryforHope ” ของยูนิเซฟ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ และแบ่งปันคำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการดูแลโภชนาการของเด็ก ๆ อีกด้วยแคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดี สนับสนุนให้เด็กและผู้ปกครองเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เผชิญภาวะทุพโภชนาการทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมและพัฒนานโยบายด้านโภชนาการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมุ่งผลักดันมาตรการควบคุมการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กในโอกาสเดียวกัน นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติและพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ ด้วยการสละเวลา ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากร รวมถึงการบริจาค เพื่อสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟด้านสุขภาพและโภชนาการของเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
13 กุมภาพันธ์ 2026
สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลินรวมพลัง ในงาน “ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า” เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประกาศจัดงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 (UNICEF Blue Star Gala 2026) งานระดมทุนครั้งสำคัญที่รวมพลังจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย 4 ท่าน พร้อมเชฟระดับมิชลินจากทั้งในและต่างประเทศ รวม 12 ดาวมิชลิน เพื่อร่วมกันขจัดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการงานกาล่าจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ภายใต้แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและกระตุ้นให้สังคมร่วมมือกันเพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม เติบโตแข็งแรง และมีอนาคตที่สดใส โดยได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่านมาเป็นกำลังสำคัญของงานกาล่า ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง, บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะด้านโภชนาการ โดยทั้ง 4 ท่านจะเป็นพลังสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และวงการอาหาร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับเด็กทุกคนหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือความร่วมมือของเชฟชื่อดัง 8 ท่านจากประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดครอง 12 ดาวมิชลิน โดยเชฟระดับแนวหน้าของไทยที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม จากร้าน บ้านเทพา, เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Kwannและ Nawa Thai Cuisine, เชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้าน สำรับสำหรับไทย และ เชฟซาชิน พูจารี จากร้าน INDDEEซึ่งจะร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานศิลปะการปรุงอาหารเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการอย่างลงตัว และภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์จากเชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้านเลฟเฟอร์เวซองส์ ประเทศญี่ปุ่น และเชฟ โช ฮีซุก จากร้านฮันซิกกงกาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่จะมาร่วมรังสรรค์เมนูเพื่อสนับสนุนเด็กทั่วโลก โดยเชฟทุกท่านได้สละเวลาและความสามารถมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยหัวใจแห่งจิตอาสาและความเชื่อมั่นร่วมกันว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยโภชนาการที่ดีนายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการที่เหมาะสม และต้องเผชิญกับทั้งภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วน ความจริงแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม งานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงงานระดมทุน แต่เป็นการแสดงพลังความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ยูนิเซฟขอขอบคุณสตรีผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 4 ท่านและเชฟทุกท่าน ที่ได้ใช้บทบาทความเป็นผู้นำ อิทธิพล และเวทีของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ”ภาวะทุพโภชนาการส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6–14 ปี และร้อยละ 14 ของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 ร้อยละ 60 ของเด็กอายุ 5–19 ปีในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนนางนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคนค่ะ”แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใสดาวน์โหลดภาพงานแถลงข่าวได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1oFdKoSrdm6B8B1-XZb6MsCSLtR5_DneW?usp=sharingข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แคมเปญ กินไรดี #HungryForHope เข้าไปที่ https://unicef.or.th/hungry-for-hopeชมวิดีโอ ปณิธานเพื่อเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 มกราคม 2026
ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ผ่านวิดีโอ ชี้ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์ วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เยาวชนจาก จ.เชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ไปจาก PM2.5
กรุงเทพฯ, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยได้เผยแพร่วิดีโอสั้น 2 เรื่อง เพื่อเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก แม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ พร้อมชวนสังคมตระหนักว่า ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ชีวิตและอนาคตของเด็กทุกคนวิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี อายุ 21 ปี เยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปในปี 2566 จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน จิรวรรณได้เข้าร่วม แคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟในปี 2567 เพื่อร่วมถ่ายทอดผลกระทบของฝุ่นพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน “สำหรับเรา ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของสุขภาพ อนาคต และโลกที่เราจะอยู่ร่วมกัน” จิรวรรณกล่าววิดีโออธิบายให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ แทรกซึมลึกเข้าสู่ปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเดินทางไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ รวมถึงสมองที่กำลังพัฒนา โดยเด็กคือกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กเรียนรู้การคิด การจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ และการทำความเข้าใจโลก เมื่อฝุ่นพิษขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย อนุภาคเหล่านี้สามารถไปถึงสมองและขัดขวางพัฒนาการ ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และการพัฒนา และอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตความเสี่ยงนี้อาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเด็กจะลืมตาดูโลก เมื่อแม่ตั้งครรภ์หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย ฝุ่นพิษสามารถส่งต่อไปถึงทารกในครรภ์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเสียชีวิตในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เผชิญปัญหาด้านการเรียนรู้ และมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็งข้อมูลจากรายงาน Over the Tipping Point report ของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยราว 13.6 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงกับฝุ่น PM2.5 ขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลก (the State of Global Air) ชี้ว่า มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 700,000 คนต่อปี หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กเล็กทั่วโลกยูนิเซฟแนะนำให้ผู้ใหญ่ช่วยกันลดความเสี่ยงของเด็กจากฝุ่นพิษ เช่น หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และให้เด็กได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันจิรวรรณกล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้ผลกระทบของ PM2.5 มีให้เห็นชัดเจน เราเลยอยากเป็นอีกเสียงที่บอกว่า PM2.5 ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด อยากเห็นรัฐบาล บริษัทขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และช่วยปกป้องพวกเราทุกคนจากอากาศที่เป็นพิษ”ชมวิดีโอ:ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อพัฒนาการทางสมองและสุขภาพของเด็ก [ดาวน์โหลดวิดีโอ] ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อแม่และทารกในครรภ์ [ดาวน์โหลดวิดีโอ] เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 พฤศจิกายน 2025
ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลองวันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 และเปิดตัวปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (International Volunteer Year 2026 – IVY 2026)
29 พฤศจิกายน 2568 (กรุงเทพฯ) – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติในประเทศไทย (UNRCO) โครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UNV Asia-Pacific) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ร่วมจัดงานเฉลิมฉลอง วันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 (International Volunteer Day – IVD 2025) ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานครการจัดงานในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิดระดับโลก “Every Contribution Matters – ทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีความหมาย” เพื่อเปิดตัว ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (IVY 2026) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำพลังของจิตอาสา ความเข้มแข็งของชุมชน และบทบาทสำคัญของอาสาสมัครในการขับเคลื่อนสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย “อาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนพิการ อาสาสมัคร เครือข่ายเยาวชน และภาคประชาชนได้ร่วมกันวิ่งอย่างเท่าเทียม สะท้อนว่าสังคมอาสาเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “A Ripple of Kindness” กิจกรรมการให้และการส่งต่อ สิ่งของจำเป็นเพื่อแบ่งปันสำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนในงาน ร่วมกันจัดสิ่งของและส่งต่อไปยังศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้วยการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากอาสาสมัคร ผู้ร่วมงานเครือข่ายภาคเอกชน โดยเฉพาะเครือสหพัฒน์ ที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้ ตามแนวคิด cooperate volunteer ขององค์กรผู้นำภาครัฐและสหประชาชาติยกย่องวัฒนธรรมอาสาสมัครเข้มแข็งของประเทศไทยผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมงาน ได้แก่คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คุณเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล ผู้จัดการโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคุณเชษฐพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ปฏิบัติงานอาสาสมัครทั้งทางการและไม่เป็นทางการมากกว่า 18 ล้านราย (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2568) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานบริการสังคม การช่วยเหลือชุมชน และการพัฒนาทุกระดับ พร้อมเน้นย้ำว่าวันอาสาสมัครสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเชิดชูอาสาสมัครทั่วโลกสหประชาชาติชื่นชมประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ กล่าวย้ำว่า “อาสาสมัครคือหนึ่งในพลังสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยอาสาสมัครมีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และทำให้มั่นใจว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”คุณนีฟกล่าวชื่นชมวัฒนธรรมอาสาในสังคมไทยว่าเป็น “พลังอันงดงามของความเป็นผู้นำภาคประชาชน” และกิจกรรมอาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion แสดงให้เห็นถึง “ความหลากหลายและความทั่วถึงที่เป็นหัวใจของเครือข่ายอาสาสมัครไทย” โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามามีบทบาทอย่างเท่าเทียมเธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเปิดตัว IVY 2026 ในวันนี้สะท้อนบทบาทการนำที่เข้มแข็งของประเทศไทย ซึ่งเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคและระดับโลก สหประชาชาติขอยืนเคียงข้างประเทศไทยในการเดินหน้าสู่ปีแห่งอาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”UNV ชูบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในเวทีอาสาสมัครโลกคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล กล่าวถึงความสำคัญของปี IVY 2026 ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (มติ A/RES/78/127) โดยมีเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนที่ “ครอบคลุมอย่างแท้จริง” ทำให้ทุกการมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร “มองเห็น มีค่า และได้รับการยอมรับ”คุณคริสเตียนกล่าวถึงแนวโน้มสำคัญของงานอาสาสมัครทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยระบุว่า มีประชาชนกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลก ทำงานอาสาสมัครเป็นประจำทุกเดือน คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรโลก และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติกำลังเตรียมเปิดตัว ดัชนีการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครโลก (Global Index of Volunteer Engagement) ในรายงาน สถานะอาสาสมัครโลก ซึ่งจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันอาสาสมัครสากล วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ นครนิวยอร์กคุณคริสเตียนปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนว่า “เรามาร่วมกันทำให้ IVY 2026 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง แรงบันดาลใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และปีแห่งการลงมือทำ เพื่อสร้างระบบอาสาสมัครที่ครอบคลุมและรองรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัย เพศ ความสามารถ หรือพื้นเพใด ๆ”ประเทศไทยเดินหน้าสู่ปีอาสาสมัครไทย 2569คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ กล่าวถึงความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อน ปีอาสาสมัครไทย 2569 ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย IVY 2026 โดยเน้น 3 แนวทางพัฒนางานอาสาสมัครไทยที่สำคัญ ได้แก่การพัฒนานโยบายและกฎหมายด้านอาสาสมัครการยกระดับระบบบริหารจัดการงานอาสาสมัครสู่มาตรฐานสากลการเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และแรงจูงใจแก่เครือข่ายอาสาสมัครพร้อมด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาสาสมัครระดับชาติ (National Volunteer Web Portal) และกลไกการประสานงานในระดับภูมิภาค รวมถึงการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และค่านิยมการอาสา เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ดีขึ้นก้าวแรกที่แข็งแกร่งสู่ปีแห่งอาสาสมัครระดับโลกการเฉลิมฉลองครั้งนี้สะท้อนบทบาทผู้นำของประเทศไทยในการขับเคลื่อน IVY 2026 และแสดงศักยภาพของอาสาสมัครไทยในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และยั่งยืน สหประชาชาติในประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม เยาวชน คนพิการ และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพลังของประชาชน
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
24 ตุลาคม 2025
ประเทศไทยร่วมฉลอง 80 ปี สหประชาชาติ ร่วมขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดตัวนิทรรศการพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030”
24 ตุลาคม 2568 - ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลอง วันสหประชาชาติ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ และการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันที่มั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมีผู้แทนคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ ผู้นำภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา หน่วยงานสหประชาชาติ และมีทูตสันถวไมตรีสหประชาชาติ อาทินางซินดี้ บิชอพ และ นายอเล็กซานเดอร์ เรนเดลล์ เข้าร่วมงาน นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมถึงบทบาทและความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่เป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาคว่า “ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ล้วนมาจากความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้คนในประเทศนี้ เรื่องราวนิทรรศการเฉลิมฉลอง 80 ปีสหประชาชาติ ‘30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030’ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์นั้นอย่างชัดเจน รวมถึงพลังแห่งความร่วมมือ เมื่อ ‘เราทุกคน’ ร่วมลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อผู้คน เพื่อสังคม และเพื่ออนาคตร่วมกัน” นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกล่าวในกิจกรรมวันสหประชาชาติในนามของรัฐบาลไทย โดยยินดีต่อการครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งสหประชาชาติในปีนี้ ซึ่งได้ช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้คนทั่วโลก “ผมขอแสดงความขอบคุณต่อสหประชาชาติ สำหรับความทุ่มเทอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนกับประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การปกป้องโลกของเรา การส่งเสริมสันติภาพความมั่นคง และความมั่งคั่งของเรา” นายศรัณย์ฯ ยังได้ใช้โอกาสนี้ย้ำถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในการดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs และการเป็นประเทศเจ้าบ้านที่ดีให้กับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิกหรือเอสแคป และองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติมายาวนาน “ประเทศไทยขอยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นหุ้นส่วนที่ดีและน่าเชื่อถือของสหประชาชาติ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆของสหประชาชาติให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และทำให้กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตชีวาของความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ถ่ายทอด 30 เรื่องราวจากผู้คนทั่วประเทศไทยที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ นางสาวซัลมากาแด เยาวชนจากจังหวัดยะลา ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอีกครั้งผ่านโครงการ Learning Coin ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) จนสามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมั่นใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเยาวชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน นางสาวสโรชา กิตติสิริพันธุ์ ผู้ประกอบการสังคมผู้พิการทางสายตา ผู้ก่อตั้ง PaperyBfly และจัดทำพอดแคสต์เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดอคติในสังคมผ่านโครงการ Youth Co:Lab ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และนายสุมิตร ศรีวิสุทธิ์ เกษตรกรและผู้นำชุมชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรยั่งยืนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในชุมชนด้วยความเชื่อว่า การเกษตรไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเติมเต็มคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ภายในงานยังมีช่วงเสวนากับบุคคลทั้งสาม เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของประชาชนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสังคมที่ครอบคลุม เข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่ ผู้คน (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) ความมั่งคั่ง (Prosperity) สันติภาพ (Peace) และความร่วมมือ (Partnership) นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรภาคเอกชนของสหประชาชาติ ให้มุมมองถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแบบทั้งองคาพยพ โดยเน้นว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงเกิดขึ้นจากพลังแห่งความร่วมมือ โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การสหประชาชาติ และผู้คนทั่วโลก ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และขับเคลื่อนโลกไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ต้อนรับผู้คนหลายล้านคนในแต่ละปี เราได้สัมผัสพลังแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงในทุกวัน การร่วมสนับสนุนนิทรรศการเนื่องในวันสหประชาชาติในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของเราในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันลงมือ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้” นิทรรศการ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี องค์การสหประชาชาติ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2568 ณ ลีฟวิ่งฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน และจัดโดย ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
1 of 5
ทรัพยากรล่าสุด
1 / 11
ข้อมูล
16 กุมภาพันธ์ 2026
ข้อมูล
16 กุมภาพันธ์ 2026
ข้อมูล
17 กุมภาพันธ์ 2026
1 / 11