ศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล ได้รับรางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยา ประจำปี 2569
นักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการยกย่องจากผลงานวิจัยบุกเบิกด้านโรคเมลิออยโดสิสและการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งพลิกโฉมการนำหลักฐานทางจุลชีววิทยามาใช้กำหนดนโยบายสาธารณสุขและช่วยชีวิตคน
ศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล ได้รับรางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยา (UNESCO-Carlos J. Finlay Prize for Microbiology) ประจำปี 2569ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรตินักวิทยาศาสตร์ผู้มีคุณูปการดีเด่นด้านจุลชีววิทยาและการประยุกต์ใช้จุลชีววิทยา ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้รับการยกย่องจากงานวิจัยบุกเบิกด้านโรคเมลิออยโดสิสและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ตลอดจนการเชื่อมโยงหลักฐานทางจุลชีววิทยาเข้ากับระบบงานสาธารณสุข ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรับมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติต่อโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ถูกละเลยและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ
แนวทางที่ศ. ดร. นพ.ดิเรกใช้มีทั้งการปรับปรุงการเฝ้าระวัง การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน โดยให้ความสำคัญทั้งกับงานวิทยาศาสตร์และการอุทิศตนในการทำงานเพื่อสังคม อีกทั้งยังทำงานใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายที่มีบทบาทในการเปลี่ยนข้อมูลหลักฐานจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง
"งานวิจัยวิทยาศาสตร์เผยความจริงได้ แต่งานสาธารณสุขเท่านั้นที่จะทำให้ความรู้นั้นเกิดประโยชน์ต่อสังคม เราจำเป็นต้องมีทั้งสองสิ่ง" - ศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล
ทำให้โรคที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
ศ. ดร. นพ.ดิเรกศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่มักนำไปสู่การเสียชีวิตโดยมีสาเหตุจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomalleiที่พบในดินและน้ำ โรคนี้ยังคงถูกมองข้ามและไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรายการโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยขององค์การอนามัยโลก แม้จะมีการประเมินว่าโรคนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนต่อปีทั่วโลก
ศ. ดร. นพ.ดิเรกอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาและข้อมูลการเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างละเอียดจากโรงพยาบาลรัฐ 110 แห่งทั่วประเทศไทยและแสดงให้เห็นว่าโรคเมลิออยโดสิสทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากกว่า 4,400 กรณีและการเสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนต่อปีในไทย ซึ่งประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาในโรงพยาบาลที่ดี และทุกการเสียชีวิตเหล่านี้มีผลเพาะเชื้อยืนยัน
งานวิจัยระดับโลกชิ้นสำคัญต่อมาของเขาประเมินว่า โรคนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 165,000 คนและทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 89,000 คนต่อปีทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในหลายภูมิภาคที่ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิกยังมีอยู่น้อย การศึกษาต่อเนื่องของเขายืนยันการพบโรคนี้ในหลายสิบประเทศซึ่งเดิมไม่เคยมีรายงานมาก่อน ศ. ดร. นพ.ดิเรกยังแสดงให้เห็นว่าการทำนาโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันและการดื่มน้ำปนเปื้อนเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในหมู่เกษตรกรในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเขตร้อนอื่น ๆ
เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยเหล่านี้ให้เกิดการนำไปใช้จริง ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด ร่วมสนับสนุนการส่งข้อมูลการเสียชีวิตที่แท้จริงของโรงพยาบาลต้นแบบเข้าไปในระบบการรายงานโรคของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย และพัฒนาแผนที่โลกเชิงโต้ตอบแบบเปิด ซึ่งกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับนักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกที่ทำงานเกี่ยวกับโรคเมลิออยโดสิส
จากข้อมูลท้องถิ่นสู่การลงมือปฏิบัติในท้องถิ่น
ศ. ดร. นพ.ดิเรกยังมีคุณูปการต่อการรับมือกับการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งต่อระบบสุขภาพของโลก อาศัยหลักการ 'ข้อมูลในท้องถิ่นเพื่อการรับมืออย่างเป็นรูปธรรมในท้องถิ่น' ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้พัฒนา AMASS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใช้งานง่ายที่ให้ใช้ได้ฟรี ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางจุลชีววิทยาและข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อจัดทำรายงานติดตามการดื้อยาต้านจุลชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือถ่ายโอนข้อมูลผู้ป่วยที่มีความละเอียดอ่อน
การช่วยให้โรงพยาบาลเข้าใจภาระของการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพภายในสถานพยาบาลของตนเอง ทำให้เครื่องมือนี้ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐระบุช่องว่างของการติดตามเฝ้าระวัง เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบติดตาม และพุ่งเป้ามาตรการทางสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สู่นโยบายสาธารณะ
เป้าหมายสูงสุดในงานของศ. ดร. นพ.ดิเรก คือการทำให้สังคมมองเห็นขนาดที่แท้จริงของปัญหาโรคติดเชื้อร้ายแรงและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อให้โรงพยาบาลและภาครัฐสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่ช่วยชีวิตผู้คนได้ ศ. ดร. นพ.ดิเรกแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคที่ขัดขวางการบรรลุเป้าหมายนี้มีมากกว่าการขาดความสามารถหรือความรู้ความเชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบข้อมูลของห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา ร่วมกับระบบข้อมูลของโรงพยาบาล การที่แพทย์ควรมีการส่งตรวจเพาะเชื้ออย่างเป็นประจำตามความเหมาะสม การปรับปรุงวิธีปฏิบัติในการรักษา การปฏิรูปมาตรการเชิงกฎระเบียบ และการสนับสนุนโรงพยาบาลในการให้บริการทางจุลชีววิทยาผ่านกลไกทางการเงินที่ยั่งยืน
งานของศ. ดร. นพ.ดิเรกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ ศ. ดร. นพ.ดิเรกร่วมงานกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยและโรงพยาบาลอีกมากกว่า 100 แห่ง และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายระดับชาติในด้านโรคเมลิออยโดสิสและการดื้อยาต้านจุลชีพ ในปัจจุบัน โรงพยาบาลในไทยและประเทศอื่น เช่น กัมพูชา อินเดีย และอินโดนีเซีย นำเครื่องมือและวิธีการของศ. ดร. นพ.ดิเรก มาใช้งาน ช่วยให้ชุมชนและระบบสาธารณสุขสามารถนำข้อมูลของตนเองไปใช้ในการรับมือโรคติดเชื้อที่เป็นภัยคุกคามสำคัญได้อย่างเป็นรูปธรรม
เกี่ยวกับรางวัล
รางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยามอบให้แก่บุคคล สถาบัน องค์กรนอกภาครัฐ หรือหน่วยงานอื่นที่สร้างคุณูปการโดดเด่นด้านจุลชีววิทยาและการประยุกต์ใช้จุลชีววิทยาผ่านงานวิจัยและการพัฒนา รัฐบาลคิวบาและยูเนสโกมุ่งหวังส่งเสริมงานวิจัยและการพัฒนาในด้านจุลชีววิทยาผ่านรางวัลนี้ ผู้ได้รับรางวัลนี้จะได้รับเงินรางวัล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมใบเกียรติบัตร
ข้อมูลเพิ่มเติม
UNESCO-Carlos J. Finlay Prize for Microbiology
Get to know the previous Prize laureates
Learn about UNESCO’s expertise in basic sciences
เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNESCO