องค์การอนามัยโลกรับรองประเทศไทยบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันในฐานะปัญหาสาธารณสุข
07 กันยายน 2026
กรุงนิวเดลี/กรุงเทพมหานคร, 5 กันยายน 2569 – องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ประกาศรับรองว่าประเทศไทยบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันในฐานะปัญหาสาธารณสุขได้สำเร็จ นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการคุ้มครองสุขภาพของเด็ก สตรี และครอบครัวจากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
โรคหัดเยอรมันเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ รวมถึงการแท้งบุตร การเสียชีวิตของทารกในครรภ์ และกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิดและปัญหาสุขภาพระยะยาวตลอดชีวิต ทั้งนี้ โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวัคซีนที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงได้
“ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่า การกำจัดโรคหัดเยอรมันสามารถบรรลุผลได้ด้วยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่เข้มแข็ง ระบบบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ระบบเฝ้าระวังโรคที่มีคุณภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการทางสาธารณสุข ความสำเร็จครั้งนี้จะช่วยปกป้องคนรุ่นต่อไปจากกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด และนำภูมิภาคของเราเข้าใกล้เป้าหมายการกำจัดทั้งโรคหัดและหัดเยอรมันมากยิ่งขึ้น” ดร. Nilesh Buddha รักษาการผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว พร้อมให้การรับรองข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการระดับภูมิภาคเพื่อการรับรองการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Regional Verification Commission for Measles and Rubella Elimination in the South-East Asia Region: SEA-RVC)”
การรับรองดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการตรวจสอบและรับรองการกำจัดโรคหัดและโรคหัดเยอรมันประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South-East Asia Regional Verification Commission for Measles and Rubella Elimination: SEA-RVC) ในการประชุมประจำปี เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมาธิการได้พิจารณาหลักฐานที่คณะกรรมการรับรองระดับประเทศของไทยนำเสนอ ซึ่งครอบคลุมข้อมูลด้านการเฝ้าระวังโรค ระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ความครอบคลุมของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค การตอบโต้การระบาด และผลการดำเนินงานของแผนงานควบคุมโรค
ต่อมา คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่เพื่อทบทวนข้อมูลในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อประเมินความสอดคล้องของข้อมูลและผลการดำเนินงานในภาคสนาม ก่อนมีมติเสนอให้รับรองว่าประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อไวรัสหัดเยอรมันประจำถิ่นได้สำเร็จ
ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 7 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลกที่ได้รับการรับรองการกำจัดโรคหัดเยอรมันสำเร็จ ต่อจากภูฏาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี มัลดีฟส์ เนปาล ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต โดยในจำนวนนี้มี 4 ประเทศ ได้แก่ ภูฏาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี มัลดีฟส์ และติมอร์-เลสเต ที่ได้รับการรับรองว่าสามารถกำจัดได้สำเร็จทั้งโรคหัดและโรคหัดเยอรมัน
“การได้รับการรับรองครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย และเป็นเครื่องยกย่องความมุ่งมั่นทุ่มเทตลอดหลายทศวรรษของบุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัคร ภาคีเครือข่าย และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ การบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันได้ช่วยปกป้องทารกแรกเกิดจากความพิการตลอดชีวิตที่สามารถป้องกันได้ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการจัดบริการสุขภาพที่เท่าเทียมสำหรับเด็กและครอบครัวทุกคน เราจะรักษาความสำเร็จนี้ไว้ พร้อมทั้งยกระดับความพยายามเพื่อมุ่งสู่การกำจัดโรคหัดต่อไป” นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ประเทศไทยเริ่มดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (Expanded Programme on Immunization: EPI) ในปี 2520 และได้นำวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันโรคหัดเยอรมันเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติในปี 2529 โดยเริ่มให้แก่เด็กหญิงอายุ 6 ปีในระดับประถมศึกษา ก่อนที่จะขยายการให้วัคซีนครอบคลุมเด็กอายุ 1 ปีทุกคนในปี 2536
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยได้พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้วัคซีนตามกำหนดในแผนงานปกติ การตอบโต้การระบาด และการเฝ้าระวังโรค โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับพื้นที่
การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการเข้าถึงประชากรกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่เข้าถึงบริการได้ยาก รวมถึงประชากรเคลื่อนย้าย ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการสอบสวนผู้ป่วยสงสัยโรคหัดและหัดเยอรมันผ่านระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้ออกผื่น และการใช้ระบบเฝ้าระวังที่เชื่อมโยงกับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
การได้รับการรับรองในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อไวรัสหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล และมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งเพียงพอในการรักษาสถานะความสำเร็จดังกล่าวให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน
“ความสำเร็จของประเทศไทยในการกำจัดโรคหัดเยอรมันถือเป็นหมุดหมายสำคัญด้านสาธารณสุข และสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ตลอดจนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานเคียงข้างประเทศไทยตลอดเส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ และหวังว่าจะได้สานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อเร่งรัดความก้าวหน้าไปสู่การกำจัดโรคหัด พร้อมทั้งต่อยอดบทเรียนและประสบการณ์จากความสำเร็จครั้งนี้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ และส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทยในระดับภูมิภาคและระดับโลก” พญ. อายหลัน หลี ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าว
เผยแพร่ครั้งแรกที่ WHO Thailand