ล่าสุด
เรื่อง
06 เมษายน 2026
ขยะอาหารฉุดเศรษฐกิจไทย UNEP ชี้สร้างต้นทุนแฝง ชวนตั้งสติก่อนซื้อ
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
30 มีนาคม 2026
Zero Waste Day 2026 ธุรกิจปลดล็อกวงจร 'ขยะอาหาร' ด้วยเครื่องมือ AI
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
19 มีนาคม 2026
ห้องเรียนอัจฉริยะกำลังพลิกโฉมการเรียนรู้ในภาคอีสานของไทย
เรียนรู้เพิ่มเติม
ล่าสุด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย
The Sustainable Development Goals are a global call to action to end poverty, protect the earth’s environment and climate, and ensure that people everywhere can enjoy peace and prosperity. With 21 United Nations Entities represented in the Kingdom of Bahrain, the work of the United Nations encompasses all 17 SDGs.
สิ่งพิมพ์
31 มีนาคม 2026
รายงานประจำปี ๒๕๖๘
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี ๒๕๖๘ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙ นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ครอบคลุม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations in Thailand) และรัฐบาลไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตามกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Sustainable Development Cooperation Framework - UNSDCF) วาระปี ๒๕๖๕ – ๒๕๖๙รายงานฉบับนี้ออกแบบโดยใช้ลวดลาย “ดอกรัก” สอดประสานต่อเนื่องกัน สะท้อนหลักการดำเนินงานของสหประชาชาติในประเทศไทย ได้แก่ ความยั่งยืน ความครอบคลุม ความร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
09 เมษายน 2026
UN Resident Coordinator ad interim addresses Thailand’s 2030 Agenda Working Group at the Ministry of Foreign Affairs
Bangkok, Thailand (9 April 2026) - Dr. Ailan Li, United Nations Resident Coordinator ad interim and World Health Organization Representative to Thailand, addressed over 150 partners at the meeting of the national Working Group on the Implementation of the 2030 Agenda for Sustainable Development of Thailand within the United Nations Framework, convened at the Ministry of Foreign Affairs of Thailand.She expressed her appreciation for the Royal Thai Government’s partnership with the United Nations and welcomed the opportunity to further align the new United Nations Sustainable Development Cooperation Framework (UNSDCF) with national priorities.At the meeting, the UNSDCF Results Framework was presented to line ministry representatives, alongside Country Programme Document presentations by the United Nations Development Programme (UNDP), United Nations Population Fund (UNFPA) and United Nations Children’s Fund (UNICEF).View photos
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ผนึกกำลังสร้างความยืดหยุ่นทางประชากร: กำหนดทิศทางแผนการทำงาน 5 ปี (2570–2574) ของ UNFPA มุ่งยกระดับทุนมนุษย์ด้วยสิทธิทางเลือกเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย: 25 กุมภาพันธ์ 2569 – กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Meeting) ณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอร่างแผนงานระดับประเทศ ฉบับที่ 13 (UNFPA Thailand 13th Country Programme Document 2027–2031: CPD13) การประชุมครั้งนี้เป็นการวางรากฐานเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางประชากรของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีผู้แทนจาก 28 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม (CSOs) สถาบันการศึกษา ตัวแทนเด็กและเยาวชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตโครงสร้างประชากร ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดและอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าร้อยละ 1 การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการปรับบทบาทของ UNFPA ประเทศไทย สู่การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย และการใช้ข้อมูลอัจฉริยะทางประชากรเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้อย่างยั่งยืน คุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA in Thailand) ได้เน้นย้ำถึงทิศทางของร่างแผนงาน CPD13 ที่มุ่งสนับสนุนประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่นทางประชากรผ่านแนวทางการพัฒนาชีวิตทุกช่วงวัย (Life-cycle approach) โดยระบุว่าวิสัยทัศน์ของแผนงานใหม่คือ "การสร้างความยืดหยุ่นทางประชากรด้วยสิทธิและทางเลือกผ่านแนวทางวงจรชีวิตสำหรับประชากรทั้งในปัจจุบันและอนาคต" พร้อมอธิบายถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรว่า "แผนงานใหม่นี้จะปรับเปลี่ยนจากการสนับสนุนการบริการโดยตรง ไปสู่การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย (Upstream policy advice) การใช้ข้อมูลอัจฉริยะทางประชากร และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน" นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึก (Demographic Intelligence) เพื่อการตัดสินใจ "UNFPA มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาข้อมูลอัจฉริยะทางประชากรที่มีคุณภาพสูงและการวิเคราะห์ภาพอนาคต (Foresight) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจระดับชาติ" คุณวรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอทิศทางของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยระบุว่า “ต้องเรียนว่าขณะนี้เราอยู่ในวิกฤตโครงสร้างประชากรจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นค่า TFR ที่ต่ำกว่า 1 หรือจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงจากหลักล้านเหลือเพียงประมาณ 4 แสนคน” พร้อมเน้นย้ำยุทธศาสตร์ “ซ่อมและเสริมรากฐาน สร้างอนาคต” เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง: "เรามุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อซ่อมและเสริมรากฐานเดิมที่เปราะบาง พร้อมไปกับการสร้างอนาคตใหม่" ข้อเสนอแนะสำคัญจากการประชุม: ที่ประชุมได้เสนอแนะให้บูรณาการนโยบายประชากรเข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านข้อมูลอัจฉริยะ (NTA) พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือที่ยืดหยุ่นระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อระดมทรัพยากรและนวัตกรรม รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ดูแลกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม. นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับสถานะของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ดังที่ คุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง ได้ระบุไว้ว่า: “เราต้องการวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือแบบใต้-ใต้ และไตรภาคี (South-South and Triangular Cooperation หรือ SSTC) เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้”การประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดให้ทุกภาคส่วนได้สะท้อนมุมมอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าก้าวต่อไปจะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNFPA Thailand
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
13 กุมภาพันธ์ 2026
สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลินรวมพลัง ในงาน “ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า” เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประกาศจัดงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 (UNICEF Blue Star Gala 2026) งานระดมทุนครั้งสำคัญที่รวมพลังจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย 4 ท่าน พร้อมเชฟระดับมิชลินจากทั้งในและต่างประเทศ รวม 12 ดาวมิชลิน เพื่อร่วมกันขจัดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการงานกาล่าจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ภายใต้แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและกระตุ้นให้สังคมร่วมมือกันเพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม เติบโตแข็งแรง และมีอนาคตที่สดใส โดยได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่านมาเป็นกำลังสำคัญของงานกาล่า ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง, บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะด้านโภชนาการ โดยทั้ง 4 ท่านจะเป็นพลังสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และวงการอาหาร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับเด็กทุกคนหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือความร่วมมือของเชฟชื่อดัง 8 ท่านจากประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดครอง 12 ดาวมิชลิน โดยเชฟระดับแนวหน้าของไทยที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม จากร้าน บ้านเทพา, เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Kwannและ Nawa Thai Cuisine, เชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้าน สำรับสำหรับไทย และ เชฟซาชิน พูจารี จากร้าน INDDEEซึ่งจะร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานศิลปะการปรุงอาหารเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการอย่างลงตัว และภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์จากเชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้านเลฟเฟอร์เวซองส์ ประเทศญี่ปุ่น และเชฟ โช ฮีซุก จากร้านฮันซิกกงกาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่จะมาร่วมรังสรรค์เมนูเพื่อสนับสนุนเด็กทั่วโลก โดยเชฟทุกท่านได้สละเวลาและความสามารถมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยหัวใจแห่งจิตอาสาและความเชื่อมั่นร่วมกันว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยโภชนาการที่ดีนายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการที่เหมาะสม และต้องเผชิญกับทั้งภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วน ความจริงแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม งานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงงานระดมทุน แต่เป็นการแสดงพลังความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ยูนิเซฟขอขอบคุณสตรีผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 4 ท่านและเชฟทุกท่าน ที่ได้ใช้บทบาทความเป็นผู้นำ อิทธิพล และเวทีของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ”ภาวะทุพโภชนาการส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6–14 ปี และร้อยละ 14 ของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 ร้อยละ 60 ของเด็กอายุ 5–19 ปีในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนนางนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคนค่ะ”แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใสดาวน์โหลดภาพงานแถลงข่าวได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1oFdKoSrdm6B8B1-XZb6MsCSLtR5_DneW?usp=sharingข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แคมเปญ กินไรดี #HungryForHope เข้าไปที่ https://unicef.or.th/hungry-for-hopeชมวิดีโอ ปณิธานเพื่อเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
06 กุมภาพันธ์ 2026
การละเมิดด้วยดีปเฟก ก็คือ การละเมิด
นิวยอร์ก/กรุงเทพฯ, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ยูนิเซฟแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง“ดีปเฟก” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศหลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริงเมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรงยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AIรัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายนักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดบริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุอันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้
1 of 5
เรื่อง
06 เมษายน 2026
ขยะอาหารฉุดเศรษฐกิจไทย UNEP ชี้สร้างต้นทุนแฝง ชวนตั้งสติก่อนซื้อ
กับดัก ‘เหลือดีกว่าขาด’ ทำลายเศรษฐกิจชาติกว่าที่คิดเราทุกคนต่างถูกดึงดูดให้ซื้อของบนพื้นฐานเรื่อง ‘ความคุ้ม’ เช่น ตอนเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเห็นป้ายซื้อ 1 แถม 1 หรือโปรโมชันลดราคาที่ทำให้เราเผลอหยิบของใส่รถเข็นด้วยความคิดที่ว่า "ซื้อเยอะคุ้มกว่า"ยิ่งเมื่อต้องเตรียมจัดงานปาร์ตี้หรือเปิดบ้านรับแขก สัญชาตญาณความใจกว้างมักเข้าครอบงำเราทันที เรากลัวว่าอาหารจะไม่พอ กลัวแขกจะไม่อิ่ม จนลงเอยด้วยการกวาดซื้อของกินของใช้มาเต็มรถเข็น เพียงเพราะยึดถือคติที่ว่า "เหลือดีกว่าขาด" โดยไม่ทันคำนวณความต้องการที่แท้จริงทว่าหลังจากความคึกคักผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือวัตถุดิบและอาหารที่กินไม่หมด ซึ่งมักจะถูกซุกไว้ในตู้เย็นจนล่วงเลยเวลา และท้ายที่สุดเมื่อของเหล่านั้นเริ่มเน่าเสียหรือเสื่อมสภาพ มันก็จะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะอาหาร แม้แต่ละครัวเรือนอาจจะมองว่า เราทิ้งเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันทั้งโลกตัวเลขกลับน่าตกใจอย่างยิ่ง โดย UNEP ระบุว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีขยะอาหารถูกทิ้งสูงถึง 1.2 พันล้านตัน หรือคิดเป็น 20% ของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดสิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ขยะอาหารเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่คือ "ระเบิดเวลาทางมลพิษ" ที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของก๊าซมีเทน ซึ่งร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งไปกว่านั้น มันคือ "ต้นทุนแฝง" ที่กัดกินเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่เราทิ้งอาหาร เราไม่ได้ทิ้งแค่ตัววัตถุดิบ แต่เรากำลังทิ้งเงินในกระเป๋า ทิ้งค่าน้ำค่าไฟที่ใช้ในการปรุง และทิ้งทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไปอย่างเปล่าประโยชน์ในระดับมหภาค ขยะอาหารเหล่านี้ยังสร้างภาระงบประมาณมหาศาลให้กับรัฐบาลในการจัดการและกำจัดขยะ ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่วนกลับมาทำร้ายคุณภาพชีวิตของเราทุกคนในที่สุด Spotlight World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณสุธีร์ ชาร์มา (Mr. Sudhir Sharma) ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคด้านการเงินและการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ผู้ที่จะมาชวนพวกเราทุกคนให้ลุกขึ้นมา "ปฏิวัติตู้เย็น" ของตัวเองเสียใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การจัดการอาหารที่ซื้อมาแล้ว แต่คือการ "คิดล่วงหน้า" ตั้งแต่ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านขยะอาหาร คือราคาที่ทุกคนต้องจ่ายการทิ้งอาหารหนึ่งจานลงถังขยะอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในระดับครัวเรือน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม นี่คือการสร้าง "ต้นทุนแฝง" ที่รัฐบาลต้องแบกรับอย่างมหาศาล คุณสุธีร์ ชาร์มา ชี้ให้เห็นว่า ขยะอาหารไม่ได้หายไปเฉย ๆ เมื่อมันถูกรถขยะเก็บไปยังหลุมฝังกลบและท้ายที่สุดจะกลายเป็นก๊าซมีเทนก๊าซมีเทนที่เกิดจากการเน่าเสียของขยะอาหารถือเป็น "ตัวร้าย" ที่น่ากลัวกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หลายเท่า โดยในระยะสั้น มีเทนมีอานุภาพในการกักเก็บความร้อนและทำลายชั้นบรรยากาศโลกได้รุนแรงกว่า CO2 ถึง 80 เท่า นั่นหมายความว่าขยะอาหารเพียง 1 ตันที่ถูกทิ้ง สร้างผลกระทบต่อวิกฤตภูมิอากาศเท่ากับควันรถยนต์จำนวนมหาศาล และนี่คือต้นทุนที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะ รวมถึงงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโลกร้อน นอกจากภาระในการกำจัดขยะแล้ว การทิ้งอาหารยังหมายถึงการละลาย "ทรัพยากรต้นทุน" ของชาติทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ข้อมูลจาก UNEP ระบุว่า การผลิตอาหารที่ถูกทิ้งไปในแต่ละปี ต้องใช้น้ำมหาศาลถึง 250 ลูกบาศก์กิโลเมตร หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับคนไทย ปริมาณน้ำที่สูญเสียไปนี้เท่ากับการระบายน้ำออกจาก เขื่อนวชิราลงกรณจนหมดอ่างเก็บน้ำถึง 30 รอบ ซึ่งน้ำเหล่านี้มีต้นทุนในการบริหารจัดการ ตั้งแต่การนำน้ำเข้าสู่ภาคการผลิต การทำความสะอาด ไปจนถึงการส่งต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเป็นผู้ลงทุนคุณสุธีร์กล่าวว่า “ระบบนิเวศ ธรรมชาติ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ให้ประโยชน์มากมายแก่ประเทศชาติ ถ้าเราสามารถลดขยะอาหารได้ นั่นหมายความว่า เราต้องการพื้นที่ดินน้อยลง ต้นทุนที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อชดเชยหรือลงทุนในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการปลูกป่าเพิ่มก็จะประหยัดลงได้ ดังนั้นคุณจะเห็นว่าขยะอาหารไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงินให้คุณและผมเท่านั้น แต่มันช่วยพวกเราทุกคน และให้ผลประโยชน์มากมายแก่เราทุกคน”โมเดล Sharing Economy โอกาสธุรกิจลดขยะอาหารในอดีตสังคมไทยและเอเชียมีรากฐานของการเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้น เรามีวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารให้เพื่อนบ้าน หากบ้านไหนทำแกงหม้อใหญ่เกินไป หรือมีผลไม้ล้นต้น ก็จะถูกส่งต่อไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงโดยอัตโนมัติ ทำให้แทบไม่มีอาหารเหลือทิ้งจนกลายเป็นขยะ แต่ในปัจจุบันที่สังคมกลายเป็นสังคมเมือง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านลดน้อยลง จนวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารที่เคยเป็นเกราะกำจัดขยะอาหารถูกทำลายลงไปคุณสุธีร์ ชาร์มา จึงมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนรูรั่วนี้ให้เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการนำแนวคิด Sharing Economy มาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการอาหารส่วนเกิน แทนที่จะปล่อยให้เน่าเสียไปเปล่า ๆ นี่คือจังหวะสำคัญของ Start-up ยุคใหม่ที่จะเข้ามาสร้างนวัตกรรมเชื่อมโยงอาหารคุณภาพดีจากโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้า ส่งต่อสู่มือผู้ที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เหมือนโมเดล SecondBite ในสิงคโปร์ ซึ่งช่วยลดขยะและสร้างงานในห่วงโซ่การขนส่งสีเขียวไปพร้อมกันคุณสุธีร์แบ่งปันมุมมองว่า “ตอนนี้โรงแรมต่าง ๆ หันมาทำปุ๋ยหมัก หรือเริ่มติดต่อองค์กรที่สามารถรับอาหารนั้นไป แทนที่จะทิ้งไปเป็นขยะ รอบตัวเรามีองค์กรการกุศลมากมายที่ดูแลโรงเรียน บ้านพักคนชรา และถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้จะกินอาหารนั้นแล้ว แต่มันยังกินได้อยู่ เราควรพยายามส่งมอบอาหารนั้นให้กับองค์กรเหล่านี้ และเราสามารถช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยจากมุมนั้นได้”ตั้งสติก่อนซื้อ คือคำแนะนำในการปฏิวัติตู้เย็นหลังจากมองภาพใหญ่มหภาคจนเห็น "ต้นทุนแฝง" มหาศาล Spotlight World ตั้งคำถามทิ้งท้ายง่าย ๆ ว่า แล้วคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะช่วยขยับกงล้อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนี้ได้อย่างไร? คุณสุธีร์ ชาร์มา ให้คำแนะนำสั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า “ต้องตั้งสติและคิดล่วงหน้า” โดยย้อนรำลึกถึงวินัยในวัยเด็กที่แม่มักจะถามว่า “มื้อนี้ลูกจะกินขนมปังกี่ชิ้น” คำถามที่ดูจุกจิกในวันนั้น คือการสกัดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพราะเมื่อเราขีดเส้นความต้องการให้ชัดเจน ขยะก็จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกการปฏิวัติตู้เย็นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหยุดวงจร "ซื้อเผื่อ" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ซื้อพอดี" โดยใช้เทคโนโลยีรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการจดลิสต์ในมือถือก่อนช้อป หรือการใช้แอปพลิเคชันช่วยเช็กวันหมดอายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยอุดรูรั่วทางการเงินของครอบครัวได้ทันที นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออาหาร "หน้าตาไม่สวย" หรืออาหารที่ใกล้ถึงวัน Best Before ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่ราคามักจะถูกกว่าและช่วยลดขยะอาหารได้มหาศาลเขียนโดย ปิยมาส วงศ์พลาดิสัยเผยแพร่ครั้งแรกที่ SPOTLIGHT อมรินทร์ทีวี
1 of 5
เรื่อง
30 มีนาคม 2026
Zero Waste Day 2026 ธุรกิจปลดล็อกวงจร 'ขยะอาหาร' ด้วยเครื่องมือ AI
วิกฤตที่ซ่อนอยู่ในถังขยะเราอาจคุ้นเคยกับภาพแผงลดราคาสินค้า "ป้ายเหลือง" ในห้างสรรพสินค้าช่วงหัวค่ำ หรือเศษอาหารที่เหลือทิ้งบนโต๊ะหลังงานเลี้ยงสังสรรค์ หลายคนอาจมองว่ามันเป็นเพียงขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง การทับถมของขยะอาหารในหลุมฝังกลบคือ "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่ค่อย ๆ ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในทุกๆ วันโลกเราทิ้งอาหารในปริมาณมหาศาล ซึ่งหากนำมาคำนวณใหม่จะพบว่ามันมากพอที่จะปรุงเป็นมื้ออาหารเลี้ยงผู้คนได้ถึง 1 พันล้านมื้อต่อวัน สวนทางกับสถิติที่ประชากรกว่าร้อยละ 9 ของโลกยังคงต้องเผชิญกับความหิวโหยและความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรงความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวอาหาร แต่ยังรวมถึง "ต้นทุนที่มองไม่เห็น" ทั้งแรงงาน น้ำสะอาด ผืนดิน และพลังงานมหาศาลที่ใช้ในกระบวนการผลิต เมื่ออาหารเหล่านั้นกลายเป็นขยะ มันจะปลดปล่อย ก๊าซมีเทน ซึ่งมีอานุภาพในการกักเก็บความร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่าตัว จนกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเนื่องในวันนี้เป็นวัน Zero Waste Day 2026 ซึ่งตรงกับวันที่ 30 มีนาคมของทุกปี Spotlight ชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า ขยะอาหารไม่ใช่จุดจบของห่วงโซ่ แต่มันคือโจทย์สำคัญที่รอการแก้ไขด้วยนวัตกรรม เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "ปัญญาประดิษฐ์" หรือ AI จะเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกระบบอาหารที่ยั่งยืน และเปลี่ยนของที่เคยถูกทิ้งให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้งเมื่อ AI คือ "ตาและสมอง" ของการกำจัดขยะอาหารลองจินตนาการถึงห้องครัวโรงแรมหรูที่มีอาหารถูกทิ้งลงถังขยะทุกนาที ในอดีตเชฟอาจไม่รู้เลยว่า "กำไร" กำลังไหลลงถังไปเท่าไหร่ แต่ในปี 2026 นี้ เทคโนโลยีอย่าง Winnow ได้ติดตั้งกล้อง AI ไว้เหนือถังขยะในครัวกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก มันทำหน้าที่เป็น "ตาทิพย์" คอยสแกนภาพอาหารที่ถูกทิ้ง วิเคราะห์น้ำหนัก และคำนวณต้นทุนออกมาเป็นตัวเลขแบบ Real-time นี่คือ โครงการ Green Breakfast ของ UNEP และ Hilton พิสูจน์มาแล้วว่า แค่มี AI คอยจับตาดู ธุรกิจโรงแรมก็สามารถลดขยะอาหารหลังมื้อเช้าได้ฮวบเดียวถึง 62% ภายในเวลาแค่ 4 เดือน!ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านของไทย AI ก็ไม่ได้อยู่แค่ในหุ่นยนต์เคลื่อนย้ายของหรือดูดฝุ่น แต่แฝงตัวอยู่ในป้ายราคา! โดยเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลได้จับมือกับ Smartway ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะอาหารระดับโลกจากฝรั่งเศส เพื่อนำร่องใช้ระบบดิจิทัลและ AI ในร้านท็อปส์ (Tops) ตั้งแต่ช่วงปี 2024 โดย Smartway ทำงานเป็นสมองคำนวณ "ราคาที่ใช่ ในเวลาที่ชอบ" หาก AI ตรวจพบว่าโยเกิร์ตถังนี้ใกล้หมดอายุ มันจะสั่งปรับลดราคาแบบอัตโนมัติ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าหยิบลงตะกร้าแทนที่จะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะเน่าเสียตอนปิดร้าน AI ไม่ได้เก่งแค่ตอนของจะเสีย มันยังเป็น "นักพยากรณ์" ตัวยงอีกด้วย สตาร์ทอัพอย่าง Aravita ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของสดแบบละเอียดยิบ เพื่อบอกซูเปอร์มาร์เก็ตว่า "วันนี้ควรสั่งผักกาดแก้วกี่หัวถึงจะพอดีขาย" การคาดการณ์ที่แม่นยำนี้ช่วยตัดวงจรขยะตั้งแต่ต้นทาง ไม่ต้องสั่งมาเผื่อทิ้งให้เสียดายของและเสียดายเงินอย่างไรก็ตาม ความฉลาดของ AI ก็มี "ค่าตัว" ที่โลกต้องจ่าย เพราะ Data Centers ที่ประมวลผลความฉลาดเหล่านี้กินไฟและน้ำมหาศาล ดังนั้นการใช้ AI กู้โลกจึงต้องมาคู่กับการใช้พลังงานสะอาด เพื่อให้แน่ใจว่าการ "ลดขยะอาหาร" ของ จะไม่ไปสร้าง "ขยะพลังงาน" เพิ่มขึ้นในอีกทางหนึ่งจากถังขยะสู่มื้ออาหาร และผู้ช่วยส่วนตัวในมือในระดับโลก แพลตฟอร์มอย่าง Too Good To Go และ FoodCloud ได้เปลี่ยนนิยามของ "ของเหลือ" ให้กลายเป็น "มื้อพิเศษ" ด้วยการใช้อัลกอริทึมเชื่อมต่อร้านอาหารที่มีอาหารคุณภาพดีแต่ขายไม่หมด เข้ากับผู้บริโภคที่มองหามื้ออร่อยราคาประหยัด จนปัจจุบันสามารถกู้คืนอาหารจากการถูกทิ้งได้รวมกันกว่า 800 ล้านมื้อทั่วโลก และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกภูมิภาคยิ่งไปกว่านั้น UNEP ร่วมกับ Google Gemini ส่งเสริมการใช้ชุดคำสั่ง (Prompts) อัจฉริยะช่วยปรับพฤติกรรมในครัวเรือน แทนที่จะทิ้งของสดก้นตู้เย็น เราสามารถถาม AI ได้ทันทีว่า "ช่วยคิดเมนูจากวัตถุดิบเหล่านี้หน่อย" หรือ "ถามคำถามฉันทีว่าทำไมฉันถึงทิ้งอาหารประเภทนี้บ่อยที่สุด" เพื่อเปลี่ยนขยะให้กลับมาเป็นมื้ออร่อยที่ประหยัดเงินในกระเป๋านอกจากนี้ นวัตกรรมอย่างเครื่องรีไซเคิลอาหาร Mill ยังช่วยเปลี่ยนเศษอาหารในบ้านให้เป็นปุ๋ยหมัก พร้อมเก็บข้อมูลผ่านแอปฯ เพื่อรายงานว่าสัปดาห์นี้คุณลดขยะไปได้กี่กิโลกรัม ข้อมูลเหล่านี้คือ "แรงจูงใจ" ชั้นดีที่ทำให้เราอยากสร้างขยะน้อยลงในวันถัดไป และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 7% ตามเป้าหมายของโลกสุดท้ายแล้ว แม้เทคโนโลยี AI จะทรงพลังเพียงใด แต่หัวใจสำคัญของการหยุดวิกฤตขยะอาหาร 1 พันล้านตันนี้ กลับอยู่ที่ "เจตจำนงของมนุษย์" ที่เลือกจะเปลี่ยนพฤติกรรมในทุกมื้ออาหาร เพราะ AI เป็นเพียงเข็มทิศที่ช่วยบอกทาง แต่เราทุกคนคือผู้ลงมือทำที่แท้จริง เนื่องในวัน Zero Waste Day 2026 นี้ ลองเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการถาม AI ของคุณว่าควรจัดการของเหลือในตู้เย็นอย่างไร เพราะอาหารทุกมื้อมีต้นทุนที่โลกต้องจ่าย และมันมีคุณค่าเกินกว่าจะถูกทิ้งขว้างไปอย่างไร้ประโยชน์เผยแพร่ครั้งแรกที่ กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT อมรินทร์ทีวี
1 of 5
เรื่อง
19 มีนาคม 2026
ห้องเรียนอัจฉริยะกำลังพลิกโฉมการเรียนรู้ในภาคอีสานของไทย
โมเดลหัวใจที่มีเส้นเลือดสีน้ำเงินเด่นชัดถูกวางลงบนถาดโลหะโดยครูพิมดาว นุดกลนารงฤทธิ์ และเมื่อภาพถูกฉายขึ้นบนหน้าจออัจฉริยะด้านหลัง มันดูสมจริงจนแทบไม่เหมือนพลาสติก แม้ผู้เข้าร่วมอบรมในห้องเรียนอัจฉริยะของโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคมจะสวมชุดสุภาพ แต่ในจังหวะนั้น ทุกคนกลับโน้มตัวเข้าหาหน้าจออย่างตั้งใจ ราวกับเป็นนักเรียนที่กำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างตรงหน้าสำหรับอณัศยา บูรพา ครูสอนภาษาอังกฤษจากโรงเรียนสิริเกศน้อมเกล้าจังหวัดศรีสะเกษ ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นยิ่งตอกย้ำสิ่งที่เธอได้สัมผัสในห้องเรียนของตัวเองตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เธอเล่าว่า ก่อนที่จะมีการนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาใช้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา “การเรียนค่อนข้างเป็นแบบรับฟังมากกว่า และนักเรียนไม่ค่อยกล้าอาสาตอบคำถาม” แต่ในวันนี้ “บทเรียนมีความโต้ตอบมากขึ้น และนักเรียนก็มั่นใจในการแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากขึ้น”โรงเรียนของครุอนัสยาเป็นหนึ่งใน 10 โรงเรียนนำร่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เข้าร่วมโครงการ Technology-enabled Open Schools for All (TEOSA) ซึ่งดำเนินงานโดยยูเนสโก กรุงเทพฯ ร่วมกับบริษัทหัวเว่ย และกระทรวงศึกษาธิการ ในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2568 โครงการได้พัฒนา “โรงเรียนแม่ข่าย” ในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษ จังหวัดละ 1 แห่ง โดยติดตั้งห้องเรียนอัจฉริยะที่ประกอบด้วยหน้าจออินเทอร์แอคทีฟ กล้องเอกสาร คอมพิวเตอร์ประจำโต๊ะ และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โรงเรียนแม่ข่ายแต่ละแห่งยังเชื่อมต่อกับ “โรงเรียนลูกข่าย” โดยรอบอีก 4 แห่ง เพื่อให้สามารถถ่ายทอดและเข้าร่วมการเรียนการสอนร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ความจำเป็นของโครงการนี้มีความเร่งด่วนอย่างยิ่ง จากการประเมินระดับชาติในปี 2565 โดยธนาคารโลกและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) พบว่า เยาวชนและประชากรวัยทำงานของไทยถึง 74.1% ยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐานโครงการ TEOSA ซึ่งยังดำเนินการในประเทศบราซิลและอียิปต์ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของยูเนสโกในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG 4) ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันสากลแห่งการเรียนรู้ดิจิทัล ยูเนสโก ยูนิเซฟ และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) จะร่วมกันเปิดตัว “กฎบัตรแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลสาธารณะ” ซึ่งเป็นกรอบแนวทางในการขยายการศึกษาเข้าสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน“วันสากลแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีในโรงเรียนกำลังเป็นหัวใจของโอกาสที่เท่าเทียม” มารีนา ปาทริเย รองผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานยูเนสโกภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ณ กรุงเทพฯ และสำนักงานเพื่อการประสานงานแห่งสหประชาชาติในเอเชียและแปซิฟิก กล่าว “แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่เราต้องการสนับสนุนคือการเติบโตไปพร้อมกันของทั้งครูและผู้เรียน ในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง” ภาพของการทำงานร่วมกันระหว่างครูและเทคโนโลยีปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4–5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ครูจำนวน 45 คนจากโรงเรียนนำร่องได้เข้าร่วมการอบรมและพัฒนาวิชาชีพด้านการใช้เครื่องมือในห้องเรียนอัจฉริยะ โดยอ้างอิงกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูของยูเนสโก ในโอกาสเดียวกัน ยังมีการนำเสนอกรอบสมรรถนะ AI สำหรับนักเรียน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากการนำ AI ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน อย่างไรก็ตาม รายงาน Global Education Monitoring Report ปี 2023 ของยูเนสโกระบุว่า ปัจจุบันมีเพียงครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกที่มีมาตรฐานในการพัฒนาทักษะ ICT สำหรับครู ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญที่โครงการ TEOSA มุ่งเข้ามาช่วยเติมเต็มหนึ่งวันก่อนการสาธิตวิชาชีววิทยา ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ได้เผยให้เห็นภาพตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้จริงในห้องเรียน นักเรียนราว 20 คนต่างยกมือแข่งขันกันเพื่อออกมาแสดงวิธีแก้โจทย์ เมื่อมีนักเรียนคนหนึ่งได้รับเลือก กล้องเอกสารก็ถ่ายทอดภาพแบบฝึกหัดของเขาขึ้นบนหน้าจอด้านหลัง ทำให้ทั้งห้องสามารถติดตามไปพร้อมกันได้“พอชวนนักเรียนออกมาหน้าชั้น ไม่ว่าจะเขียนหรือแก้โจทย์บนกระดาน พวกเขาจะยิ่งสนุกกับการเรียนมากขึ้น” วรนิติพัศณ์ วรแก่นทรายกล่าว “ทุกคนอยากออกมาลอง และอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น”สำหรับศิรวิทย์ โกรัมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความสนุก แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่เขาเรียนรู้ด้วย “หน้าจอขนาดใหญ่ช่วยให้เราเข้าใจกฎฟิสิกส์ได้ชัดขึ้นมาก” เขาเล่า “มันทำให้ผมอยากเรียนรู้และลองค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกับเทคโนโลยี” การเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนยังสะท้อนถึงความก้าวหน้าในระดับนโยบาย โดยกรอบสมรรถนะ AI สำหรับครูของยูเนสโก ได้ถูกนำไปพัฒนาหลักสูตรความปลอดภัยและความฉลาดรู้ดิจิทัลของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกันนี้ มีแผนอบรมครูแกนนำราว 200 คนในปี 2569 เพื่อขยายผลทั่วประเทศ ใน สปป.ลาว ยูเนสโกยังได้สนับสนุนสถาบันฝึกอบรมครูทั้ง 16 แห่ง ให้ใช้หลักสูตรดิจิทัลใหม่ เพื่อยกระดับทักษะ ICT และ AI อย่างเป็นระบบบทเรียนชีววิทยาของครูพิมดาวที่โรงเรียนแม่ข่ายถูกถ่ายทอดสดและบันทึกไว้ ทำให้ครูในโรงเรียนลูกข่ายโดยรอบสามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ เธอเล่าว่า ในอดีต การสอนแบบเดียวกันนี้ต้องใช้หัวใจหมูจริง และต้องอาศัยห้องเรียนที่เล็กพอให้นักเรียนทุกคนมองเห็นได้อย่างทั่วถึง “บทบาทของครูไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไป” อนัสยา กล่าว “เราไม่ได้เป็นแค่ผู้สอน แต่ต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จริง” เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNESCO Bangkok
1 of 5
เรื่อง
20 กุมภาพันธ์ 2026
กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย เปิดตัวหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์เกี่ยวกับการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อเสริมสร้างการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรม
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) ประเทศไทย และ Social Lab – Migration in Media (ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยฮันยาง สาธารณรัฐเกาหลี) ร่วมกันจัดงานเปิดตัวและสัมมนารับรองหลักสูตรการฝึกอบรมการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการรายงานข่าวอย่างมีจริยธรรมและอยู่บนพื้นฐานการรายงานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานทั่วประเทศไทยคุณมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และ คุณมิชิโกะ อิโตะ รักษาการหัวหน้าสำนักงาน ไอโอเอ็ม ประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานพร้อมต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้สื่อข่าว นักวิชาการ ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ และภาคประชาสังคมการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และสังคมทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศ การหารือประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐานในพื้นที่สาธารณะยังมีความซับซ้อน ในฐานะศูนย์กลางการโยกย้ายถิ่นฐานที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นที่พำนักของผู้ย้ายถิ่นหลายล้านคน ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย ร่วมกับ Social Lab – Migration in Media ในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและการหารือร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2566 มีผู้สื่อข่าว นักศึกษา ภาคประชาสังคม และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่า 300 คน เข้าร่วมการอบรมด้านการรายงานข่าวการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างมีจริยธรรม ความพยายามดังกล่าวนำไปสู่การเผยแพร่บทความมากกว่า 30 ชิ้นในสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานในประเทศไทยที่รอบด้านและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-centred) มากขึ้นหลักสูตรออนไลน์ที่เปิดตัวใหม่นี้ได้รวบรวมบทเรียนและประสบการณ์มาจัดทำเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่เป็นระบบและเข้าถึงง่าย ครอบคลุมความรู้พื้นฐานด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และกรอบจริยธรรมในการรายงานข่าวที่สอดคล้องกับบริบทสื่อไทย หลักสูตรดังกล่าวจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าเรียนได้ภายในต้นเดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายผ่านเว็บไซต์ Global Migration Media Academy ซึ่งริเริ่มโดยไอโอเอ็ม และมีข้อมูลหลักสูตรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนตามเวลาที่สะดวก และจะได้รับประกาศนียบัตรเมื่อสำเร็จหลักสูตรกิจกรรมครั้งนี้สอดคล้องกับบทบาทของไทยในฐานะประเทศต้นแบบ (Champion country) ภายใต้กรอบความตกลงโลกว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Migration – GCM) ยิ่งไปกว่านั้น หลักสูตรที่เปิดตัวใหม่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของไทยในการส่งเสริมการเล่าเรื่อง (Narrative) เกี่ยวกับผู้ย้ายถิ่นที่สมดุลและครอบคลุม เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ย้ายถิ่น ก่อนการประชุม International Migration Review Forum (IMRF) ปี 2569งานเปิดตัวและสัมมนาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "การส่งเสริมวาทกรรมเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ และการรายงานของสื่อมวลชนในประเทศไทย" ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ไอโอเอ็ม ประเทศไทย และ Social Lab – Migration in Media เผยแพร่ครั้งแรกที่ IOM
1 of 5
เรื่อง
17 กุมภาพันธ์ 2026
กฎหมายรัก: หนึ่งปีของสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย กับภารกิจที่ต้องทำต่อ
ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทั้งโลกต่างหันมาเฉลิมฉลองให้กับความรัก ผ่านช่อดอกไม้ บรรยากาศคู่รักและคำมั่นสัญญา แต่วันวาเลนไทน์ในประเทศไทยปีนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่เคย เพราะยังเป็นการเฉลิมฉลองให้กับการครบรอบหนึ่งปีเต็มของการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมของประเทศไทยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นการรับรองการสมรสของคู่รักทุกคู่โดยไม่จำกัดเพศสภาพ นับตั้งแต่วันนั้น คู่รักผู้มีความหลากหลายทางเพศหลายพันคู่ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นำมาซึ่งสิทธิสภาพที่เคยเอื้อมไม่ถึง ทั้งในด้านการสืบทอดมรดก การตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาล และการสร้างรากฐานชีวิตครอบครัวที่มั่นคงก้าวสำคัญครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการเดินทางเพื่อพิทักษ์สิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศอันยาวนาน ตั้งแต่การวางรากฐานในรัฐธรรมนูญไปจนถึงพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งกฎหมายสมรสเท่าเทียมฉบับนี้ได้เป็นเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุดถึงเจตจำนงของประเทศไทย อีกทั้งการปรับเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการสมรสขึ้นเป็น 18 ปี ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเด็กของประเทศให้สอดคล้องกับหลักสากลหากมองในระดับสากล ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 37 ประเทศทั่วโลกที่รับรองสิทธิการสมรสของคู่รักเพศเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันก็ฉายภาพความเป็นจริงว่าความเท่าเทียมทางกฎหมายยังคงเป็น ‘ข้อยกเว้น’ มากกว่าจะเป็น ‘บรรทัดฐาน’ ในนานาประเทศสำหรับในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ย่างก้าวนี้ของไทยสำคัญต่อภูมิภาค เนื่องจากการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศทางกฎหมายยังไม่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค มากไปกว่านั้นบางพื้นที่ยังเผชิญกับแรงต้าน ที่ทำให้การยอมรับทางสังคมในบางพื้นที่รุดหน้าเร็วกว่าการคุ้มครอง ก่อให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงสวัสดิการและการคุ้มครอง ทั้งในสถานศึกษา ที่ทำงาน และการบริการสาธารณะสถานการณ์นี้ยิ่งท้าทายมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รายงาน The Next Great Divergence ของ UNDP ได้ย้ำเตือนว่า หากปราศจากนโยบายที่คิดรอบคอบ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจกลับขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำมากกว่าที่จะลดช่องว่างเหล่านี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ถูกกีดกันทางสังคมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อระบบการศึกษา กระบวนการคัดเลือกบุคลากร และกระแสสังคมถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลอาจยังไม่มีระบบหรือการจัดการที่ป้องกันอคติ ดังนั้นความเท่าเทียมของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์ พอๆ กับเนื้อหากฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นซึ่งข้อมูลล่าสุดจากประเทศไทยสะท้อนว่าช่องว่างระหว่างกระบวนการทางกฎหมายกับประสบการณ์จริงของผู้คนยังมีอยู่ รายงาน ‘การทนรับแต่ไม่ยอมรับ’ (Tolerance but Not Inclusion) ของ UNDP ปี 2562 ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ร่วมตอบแบบสอบถามยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติภายในครอบครัวของตนเอง ในมิติด้านการศึกษาพบว่า นักเรียนผู้มีความหลากหลายทางเพศร้อยละ 41 และผู้หญิงข้ามเพศถึงร้อยละ 61 เคยถูกเลือกปฏิบัติในโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น ร้อยละ 42 ยอมรับว่าจำเป็นต้องปิดบังตัวตนที่แท้จริงเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคม สถานการณ์การถูกกีดกันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวัยแรกเริ่มและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จำกัดโอกาสและผลลัพธ์ทางการศึกษา การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว ดังนั้นหนึ่งปีหลังจากการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมจึงเป็นเวลาที่เราจะสำรวจว่า สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นชัดเจนว่า การแก้ไขกฎหมายเป็นก้าวแรก แต่การทำให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นเป็น ‘ประสบการณ์จริง’ ของผู้คนคือก้าวถัดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากสังคมที่ถูกออกแบบและกำกับดูแลอย่างรอบคอบ โรงเรียนต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติ สถานที่ทำงานต้องป้องกันการเลือกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ที่ไม่ใช่แค่เพียงในนโยบาย แต่คือการสร้างระบบดิจิทัลที่โอบรับความหลากหลาย เช่น กระบวนการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร และการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance) ของพนักงานภาคธุรกิจไทยต่างมองเห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นโอกาสในการสร้างจุดยืนทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านการเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและต้อนรับคนทำงานและนักเดินทางทั่วโลก ผลการศึกษาจากแพลตฟอร์ม Agoda คาดการณ์ว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นถึง 4 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีด้วยการทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของ UNDP อย่างการพัฒนา ‘คู่มือการสร้างองค์กรที่โอบรับความหลากหลาย’ (Inclusion Toolkit for Organizations and Business) ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Workplace Pride และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศแคนาดา ภาคธุรกิจไทยกำลังเริ่มตระหนักว่า แนวปฏิบัติที่โอบรับความหลากหลายช่วยกระตุ้นนวัตกรรม การรักษาไว้ซึ่งบุคลากร และความสามารถในการฟื้นตัวขององค์กร ภาคเอกชนเหล่านี้กำลังมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยน ‘ความชัดเจนทางกฎหมาย’ ให้กลายเป็น ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ในขณะที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนสูงถึง 1.6 ล้านคน กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานและกำลังเติบโตหนึ่งปีนับจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย ไทยยังคงเป็นต้นแบบของภูมิภาค แต่กฎหมายจะดำรงอยู่อย่างมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อสังคมร่วมกันโอบอุ้มและยึดถือเป็นวัตรปฏิบัติ ตราบใดที่การปฏิรูปกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติและการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศยังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา เราทุกคนยังมีภารกิจที่ต้องร่วมกันสานต่อเพื่อให้ความเท่าเทียมแผ่ขยายไปสู่ทุกอณูของสังคม ทั้งในบ้าน โรงเรียน ที่ทำงาน และพื้นที่ดิจิทัลวันวาเลนไทน์ปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความรักที่กฎหมายรับรองเท่านั้น แต่คือเครื่องเตือนใจว่า ‘ความเท่าเทียม’ เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในทุกๆ วันของเราทุกคน และความก้าวหน้าที่เราคว้ามาได้นั้น จำเป็นต้องถูกขับเคลื่อนต่อไปอย่างเข้มแข็งสุขสันต์วันวาเลนไทน์ สุขสันต์ทุกความรักอย่างเต็มภาคภูมิ เขียนโดย นีฟ มารี คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เผยแพร่ครั้งแรกที่ THE STANDARD
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า รวมพลังผู้นำทางสังคมและเชฟมิชลิน ร่วมแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพฯ, 9 มีนาคม 2569 – เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงได้ร่วมงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อระดมการสนับสนุนในการรับมือกับวิกฤตภาวะทุพ-โภชนาการในเด็ก โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่าน ได้แก่ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, คุณบุษดี เจียรวนนท์ และคุณมาริษา เจียรวนนท์ พร้อมด้วยเชฟระดับมิชลินสตาร์ 8 ท่านจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มาร่วมรังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นความสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กการจัดงานกาล่าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมความร่วมมือในการต่อสู้กับวิกฤตภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กหลายล้านคนในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลจากยูนิเซฟชี้ให้เห็นว่า ในประเทศไทย เด็กประมาณ 1 ใน 8 คน กำลังเผชิญภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ขณะที่ทั่วโลกมีเด็กถึง 150 ล้านคนที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น และในแต่ละปีมีเด็กเกือบ 5 ล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะทุพโภชนาการภายในงาน ได้รับเกียรติจากคุณอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งอุทิศตนเพื่อสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ กล่าวเปิดงานพร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและปณิธานในการสนับสนุนเด็กทุกคน ขณะที่คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิกฤตภาวะทุพโภชนาการ โดยเน้นว่าปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาวไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ การประมูลของสะสมล้ำค่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เช่น ถุงมือของนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลก จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล และภาพพิมพ์ของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ตลอดจนเสื้อกั๊กยูนิเซฟของคุณอานันท์ ปันยารชุน และภาพเขียนของเด็กชายโพธิ์ แย้มนาม เพื่อร่วมระดมทุนสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟ โดยมีคุณปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลและอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือการรวมตัวของเชฟระดับแนวหน้า 8 ท่าน ซึ่งครองดาวมิชลินรวมกันถึง 12 ดวง มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์มื้ออาหารพิเศษด้วยจิตอาสา โดยเชฟจากประเทศไทย ได้แก่ เชฟชุดารี เทพาคำ (บ้านเทพา), เชฟชุมพล แจ้งไพร (R-Haan), เชฟณพล จันทรเกตุ และเชฟซากิ โฮชิโนะ (Kwann และ Nawa Thai Cuisine), เชฟปริญญ์ ผลสุข (สำรับสำหรับไทย) และเชฟซาชิน พูจารี (INDDEE) พร้อมด้วยเชฟระดับนานาชาติ ได้แก่ เชฟชิโนบุ นามาเอะ (L’Effervescence ประเทศญี่ปุ่น) และเชฟโช ฮี-ซุก (Hansikgonggan ประเทศเกาหลีใต้) ซึ่งเดินทางมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะนอกจากการร่วมรังสรรค์มื้ออาหารในงานกาล่าครั้งนี้แล้ว เชฟทุกท่านยังได้เข้าร่วมแคมเปญ “กินไรดี HungryforHope ” ของยูนิเซฟ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ และแบ่งปันคำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการดูแลโภชนาการของเด็ก ๆ อีกด้วยแคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดี สนับสนุนให้เด็กและผู้ปกครองเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เผชิญภาวะทุพโภชนาการทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมและพัฒนานโยบายด้านโภชนาการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมุ่งผลักดันมาตรการควบคุมการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กในโอกาสเดียวกัน นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติและพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ ด้วยการสละเวลา ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากร รวมถึงการบริจาค เพื่อสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟด้านสุขภาพและโภชนาการของเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 มกราคม 2026
ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ผ่านวิดีโอ ชี้ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์ วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เยาวชนจาก จ.เชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ไปจาก PM2.5
กรุงเทพฯ, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยได้เผยแพร่วิดีโอสั้น 2 เรื่อง เพื่อเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก แม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ พร้อมชวนสังคมตระหนักว่า ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ชีวิตและอนาคตของเด็กทุกคนวิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี อายุ 21 ปี เยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปในปี 2566 จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน จิรวรรณได้เข้าร่วม แคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟในปี 2567 เพื่อร่วมถ่ายทอดผลกระทบของฝุ่นพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน “สำหรับเรา ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของสุขภาพ อนาคต และโลกที่เราจะอยู่ร่วมกัน” จิรวรรณกล่าววิดีโออธิบายให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ แทรกซึมลึกเข้าสู่ปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเดินทางไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ รวมถึงสมองที่กำลังพัฒนา โดยเด็กคือกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กเรียนรู้การคิด การจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ และการทำความเข้าใจโลก เมื่อฝุ่นพิษขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย อนุภาคเหล่านี้สามารถไปถึงสมองและขัดขวางพัฒนาการ ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และการพัฒนา และอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตความเสี่ยงนี้อาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเด็กจะลืมตาดูโลก เมื่อแม่ตั้งครรภ์หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย ฝุ่นพิษสามารถส่งต่อไปถึงทารกในครรภ์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเสียชีวิตในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เผชิญปัญหาด้านการเรียนรู้ และมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็งข้อมูลจากรายงาน Over the Tipping Point report ของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยราว 13.6 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงกับฝุ่น PM2.5 ขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลก (the State of Global Air) ชี้ว่า มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 700,000 คนต่อปี หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กเล็กทั่วโลกยูนิเซฟแนะนำให้ผู้ใหญ่ช่วยกันลดความเสี่ยงของเด็กจากฝุ่นพิษ เช่น หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และให้เด็กได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันจิรวรรณกล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้ผลกระทบของ PM2.5 มีให้เห็นชัดเจน เราเลยอยากเป็นอีกเสียงที่บอกว่า PM2.5 ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด อยากเห็นรัฐบาล บริษัทขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และช่วยปกป้องพวกเราทุกคนจากอากาศที่เป็นพิษ”ชมวิดีโอ:ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อพัฒนาการทางสมองและสุขภาพของเด็ก [ดาวน์โหลดวิดีโอ] ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อแม่และทารกในครรภ์ [ดาวน์โหลดวิดีโอ] เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 พฤศจิกายน 2025
ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลองวันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 และเปิดตัวปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (International Volunteer Year 2026 – IVY 2026)
29 พฤศจิกายน 2568 (กรุงเทพฯ) – กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติในประเทศไทย (UNRCO) โครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (UNV Asia-Pacific) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม ร่วมจัดงานเฉลิมฉลอง วันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 (International Volunteer Day – IVD 2025) ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานครการจัดงานในปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิดระดับโลก “Every Contribution Matters – ทุกการมีส่วนร่วมล้วนมีความหมาย” เพื่อเปิดตัว ปีอาสาสมัครสากลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2026 (IVY 2026) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำพลังของจิตอาสา ความเข้มแข็งของชุมชน และบทบาทสำคัญของอาสาสมัครในการขับเคลื่อนสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนกิจกรรมสำคัญประกอบด้วย “อาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนพิการ อาสาสมัคร เครือข่ายเยาวชน และภาคประชาชนได้ร่วมกันวิ่งอย่างเท่าเทียม สะท้อนว่าสังคมอาสาเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ และมีส่วนร่วมได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “A Ripple of Kindness” กิจกรรมการให้และการส่งต่อ สิ่งของจำเป็นเพื่อแบ่งปันสำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยอาสาสมัครจากทุกภาคส่วนในงาน ร่วมกันจัดสิ่งของและส่งต่อไปยังศูนย์อาสาสมัครมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ด้วยการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากอาสาสมัคร ผู้ร่วมงานเครือข่ายภาคเอกชน โดยเฉพาะเครือสหพัฒน์ ที่ได้ร่วมกิจกรรมนี้ ตามแนวคิด cooperate volunteer ขององค์กรผู้นำภาครัฐและสหประชาชาติยกย่องวัฒนธรรมอาสาสมัครเข้มแข็งของประเทศไทยผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมงาน ได้แก่คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คุณเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ รักษาการผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล ผู้จัดการโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคุณเชษฐพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ปฏิบัติงานอาสาสมัครทั้งทางการและไม่เป็นทางการมากกว่า 18 ล้านราย (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2568) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานบริการสังคม การช่วยเหลือชุมชน และการพัฒนาทุกระดับ พร้อมเน้นย้ำว่าวันอาสาสมัครสากลจัดขึ้นทุกวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เพื่อเชิดชูอาสาสมัครทั่วโลกสหประชาชาติชื่นชมประเทศไทยเป็นแบบอย่างด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนคุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ กล่าวย้ำว่า “อาสาสมัครคือหนึ่งในพลังสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยอาสาสมัครมีบทบาทเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และทำให้มั่นใจว่า “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”คุณนีฟกล่าวชื่นชมวัฒนธรรมอาสาในสังคมไทยว่าเป็น “พลังอันงดงามของความเป็นผู้นำภาคประชาชน” และกิจกรรมอาสาพาวิ่ง Run Together for Inclusion แสดงให้เห็นถึง “ความหลากหลายและความทั่วถึงที่เป็นหัวใจของเครือข่ายอาสาสมัครไทย” โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนพิการเข้ามามีบทบาทอย่างเท่าเทียมเธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “การเปิดตัว IVY 2026 ในวันนี้สะท้อนบทบาทการนำที่เข้มแข็งของประเทศไทย ซึ่งเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคและระดับโลก สหประชาชาติขอยืนเคียงข้างประเทศไทยในการเดินหน้าสู่ปีแห่งอาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”UNV ชูบทบาทความเป็นผู้นำของไทยในเวทีอาสาสมัครโลกคุณคริสเตียน ไฮน์เซิล กล่าวถึงความสำคัญของปี IVY 2026 ซึ่งได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (มติ A/RES/78/127) โดยมีเป้าหมายให้เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนที่ “ครอบคลุมอย่างแท้จริง” ทำให้ทุกการมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร “มองเห็น มีค่า และได้รับการยอมรับ”คุณคริสเตียนกล่าวถึงแนวโน้มสำคัญของงานอาสาสมัครทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยระบุว่า มีประชาชนกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลก ทำงานอาสาสมัครเป็นประจำทุกเดือน คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรโลก และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติกำลังเตรียมเปิดตัว ดัชนีการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครโลก (Global Index of Volunteer Engagement) ในรายงาน สถานะอาสาสมัครโลก ซึ่งจะเผยแพร่อย่างเป็นทางการในวันอาสาสมัครสากล วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ณ นครนิวยอร์กคุณคริสเตียนปิดท้ายด้วยคำเชิญชวนว่า “เรามาร่วมกันทำให้ IVY 2026 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง แรงบันดาลใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และปีแห่งการลงมือทำ เพื่อสร้างระบบอาสาสมัครที่ครอบคลุมและรองรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นวัย เพศ ความสามารถ หรือพื้นเพใด ๆ”ประเทศไทยเดินหน้าสู่ปีอาสาสมัครไทย 2569คุณสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ กล่าวถึงความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อน ปีอาสาสมัครไทย 2569 ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย IVY 2026 โดยเน้น 3 แนวทางพัฒนางานอาสาสมัครไทยที่สำคัญ ได้แก่การพัฒนานโยบายและกฎหมายด้านอาสาสมัครการยกระดับระบบบริหารจัดการงานอาสาสมัครสู่มาตรฐานสากลการเสริมสร้างความรู้ ความตระหนัก และแรงจูงใจแก่เครือข่ายอาสาสมัครพร้อมด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอาสาสมัครระดับชาติ (National Volunteer Web Portal) และกลไกการประสานงานในระดับภูมิภาค รวมถึงการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และค่านิยมการอาสา เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมที่ดีขึ้นก้าวแรกที่แข็งแกร่งสู่ปีแห่งอาสาสมัครระดับโลกการเฉลิมฉลองครั้งนี้สะท้อนบทบาทผู้นำของประเทศไทยในการขับเคลื่อน IVY 2026 และแสดงศักยภาพของอาสาสมัครไทยในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และยั่งยืน สหประชาชาติในประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนรัฐบาลไทย ภาคประชาสังคม เยาวชน คนพิการ และทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพลังของประชาชน
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
24 ตุลาคม 2025
ประเทศไทยร่วมฉลอง 80 ปี สหประชาชาติ ร่วมขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน พร้อมเปิดตัวนิทรรศการพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030”
24 ตุลาคม 2568 - ประเทศไทยร่วมเฉลิมฉลอง วันสหประชาชาติ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ และการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันที่มั่นคงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยมีผู้แทนคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ ผู้นำภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา หน่วยงานสหประชาชาติ และมีทูตสันถวไมตรีสหประชาชาติ อาทินางซินดี้ บิชอพ และ นายอเล็กซานเดอร์ เรนเดลล์ เข้าร่วมงาน นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวชื่นชมถึงบทบาทและความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่เป็นแบบอย่างในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาคว่า “ความก้าวหน้าของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ล้วนมาจากความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้คนในประเทศนี้ เรื่องราวนิทรรศการเฉลิมฉลอง 80 ปีสหประชาชาติ ‘30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030’ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์นั้นอย่างชัดเจน รวมถึงพลังแห่งความร่วมมือ เมื่อ ‘เราทุกคน’ ร่วมลงมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อผู้คน เพื่อสังคม และเพื่ออนาคตร่วมกัน” นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกล่าวในกิจกรรมวันสหประชาชาติในนามของรัฐบาลไทย โดยยินดีต่อการครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งสหประชาชาติในปีนี้ ซึ่งได้ช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้คนทั่วโลก “ผมขอแสดงความขอบคุณต่อสหประชาชาติ สำหรับความทุ่มเทอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและสำหรับความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนกับประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การปกป้องโลกของเรา การส่งเสริมสันติภาพความมั่นคง และความมั่งคั่งของเรา” นายศรัณย์ฯ ยังได้ใช้โอกาสนี้ย้ำถึงบทบาทที่แข็งขันของไทยในการดำเนินการเพื่อบรรลุ SDGs และการเป็นประเทศเจ้าบ้านที่ดีให้กับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิกหรือเอสแคป และองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติมายาวนาน “ประเทศไทยขอยืนยันเจตนารมณ์ในการเป็นหุ้นส่วนที่ดีและน่าเชื่อถือของสหประชาชาติ เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆของสหประชาชาติให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง และทำให้กรุงเทพมหานครยังคงเป็นศูนย์กลางที่มีชีวิตชีวาของความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นิทรรศการภาพถ่ายชุดพิเศษ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ถ่ายทอด 30 เรื่องราวจากผู้คนทั่วประเทศไทยที่เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ นางสาวซัลมากาแด เยาวชนจากจังหวัดยะลา ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาอีกครั้งผ่านโครงการ Learning Coin ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) จนสามารถพัฒนาทักษะภาษาไทยได้อย่างมั่นใจและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเยาวชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน นางสาวสโรชา กิตติสิริพันธุ์ ผู้ประกอบการสังคมผู้พิการทางสายตา ผู้ก่อตั้ง PaperyBfly และจัดทำพอดแคสต์เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดอคติในสังคมผ่านโครงการ Youth Co:Lab ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และนายสุมิตร ศรีวิสุทธิ์ เกษตรกรและผู้นำชุมชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ประยุกต์ใช้แนวทางเกษตรยั่งยืนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ พร้อมถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในชุมชนด้วยความเชื่อว่า การเกษตรไม่เพียงสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเติมเต็มคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ภายในงานยังมีช่วงเสวนากับบุคคลทั้งสาม เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองต่อเส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของประชาชนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างสังคมที่ครอบคลุม เข้มแข็ง และเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่ ผู้คน (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) ความมั่งคั่ง (Prosperity) สันติภาพ (Peace) และความร่วมมือ (Partnership) นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรภาคเอกชนของสหประชาชาติ ให้มุมมองถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนแบบทั้งองคาพยพ โดยเน้นว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงสังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงเกิดขึ้นจากพลังแห่งความร่วมมือ โดยเฉพาะเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การสหประชาชาติ และผู้คนทั่วโลก ร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และขับเคลื่อนโลกไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ต้อนรับผู้คนหลายล้านคนในแต่ละปี เราได้สัมผัสพลังแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจริงในทุกวัน การร่วมสนับสนุนนิทรรศการเนื่องในวันสหประชาชาติในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของเราในการจุดประกายแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมกันลงมือ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้” นิทรรศการ “30 Stories, 17 Goals, One Road to 2030” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี องค์การสหประชาชาติ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 23-26 ตุลาคม 2568 ณ ลีฟวิ่งฮอลล์ ชั้น 3 สยามพารากอน และจัดโดย ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
28 สิงหาคม 2025
แถลงการณ์สหประชาชาติประจำประเทศไทยเรื่องสิทธิในการทำงานของผู้ลี้ภัย
กรุงเทพมหานคร (28 สิงหาคม 2568) – ทีมสหประชาชาติประจำประเทศไทยมีความยินดีที่รัฐบาลไทยมีมติคณะรัฐมนตรีให้ผู้ลี้ภัยจากเมียนมาที่พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย มติคณะมนตรีครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ลี้ภัยและชุมชนประเทศเจ้าบ้าน การจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายยังช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพ เสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัว ลดความเสี่ยงจากความเปราะบาง โดยเฉพาะกับผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ทั้งยังสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) โดยเฉพาะด้านการขจัดความยากจน การศึกษา การมีงานทำที่มีคุณค่า และการลดความเหลื่อมล้ำ มติครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความก้าวหน้าล่าสุดของประเทศไทยที่ได้ถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (The Convention on the Rights of the Child) รวมถึงมีมติคณะรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสในการให้สัญชาติและการมีถิ่นที่อยู่ถาวรแก่คนไร้สัญชาติเกือบห้าแสนคน ทีมสหประชาชาติประจำประเทศไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลไทยในการดำเนินการตามนโยบายสำคัญนี้ หากต้องการข้อมูลหรือสอบถามเพิ่มเติม โปรดติดต่อ สำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ที่อีเมล: rco-th@un.org
1 of 5