ล่าสุด
คำกล่าวและสุนทรพจน์
23 มิถุนายน 2026
คำกล่าวพิเศษของนายอันโตนิโอ กุเตอเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ว่าด้วยการตอบสนองระดับโลกต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศและพลังงาน
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
22 มิถุนายน 2026
ประเทศไทย-UN ผลักดันเยาวชน ศูนย์กลางการพัฒนา-ความร่วมมือพหุภาคี
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
12 มิถุนายน 2026
คำกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
เรียนรู้เพิ่มเติม
ล่าสุด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย
Matlamat Pembangunan Mampan ialah seruan global untuk bertindak bagi menamatkan kemiskinan, melindungi alam sekitar dan iklim bumi, dan memastikan bahawa orang ramai walau di mana mereka berada dapat menikmati keamanan dan kemakmuran. Inilah matlamat yang diusahakan oleh PBB di Malaysia:
เรื่อง
12 มิถุนายน 2026
คำกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
คำกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทยข้าพระพุทธเจ้า และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความห่วงใยแด่พระบรมวงศานุวงศ์ และขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยพระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความผาสุกของพสกนิกร และทรงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสของผู้เปราะบาง โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างคุณูปการอันยั่งยืน และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจ แก่คนรุ่นต่อไปทั้งในประเทศไทยและประชาคมโลกองค์การสหประชาชาติ ขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียในครั้งนี้
1 of 5
สิ่งพิมพ์
31 มีนาคม 2026
รายงานประจำปี ๒๕๖๘
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี ๒๕๖๘ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙ นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ครอบคลุม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations in Thailand) และรัฐบาลไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตามกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Sustainable Development Cooperation Framework - UNSDCF) วาระปี ๒๕๖๕ – ๒๕๖๙รายงานฉบับนี้ออกแบบโดยใช้ลวดลาย “ดอกรัก” สอดประสานต่อเนื่องกัน สะท้อนหลักการดำเนินงานของสหประชาชาติในประเทศไทย ได้แก่ ความยั่งยืน ความครอบคลุม ความร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
1 of 5
สิ่งพิมพ์
11 มิถุนายน 2026
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ยูนิเซฟ ประเทศไทย
ประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าความก้าวหน้าเพื่อเด็ก สามารถเกิดขึ้นได้แม้ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย โลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศยังคงรอการแก้ไข ทั้งด้านการศึกษา ภาวะทุพโภชนาการ รวมถึงสถานการณ์ฉุกเฉินที่คาดไม่ถึงอีกหลายอย่าง ยูนิเซฟภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าครั้งสำคัญ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็กทุกคน ซึ่งรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ให้ทุกท่านได้อ่าน
1 of 5
เรื่อง
26 พฤษภาคม 2026
ไทย-สหประชาชาติ ร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือ 5 ปีข้างหน้า ผ่านกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574
กรุงเทพฯ (26 พฤษภาคม 2569) - รัฐบาลไทยและองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างกันในระยะ 5 ปีข้างหน้า ด้วยการรับรองกรอบผลลัพธ์ (Results Framework) ของกรอบความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Cooperation Framework) ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 (ค.ศ. 2027-2031) ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี (Tripartite Steering Committee) ณ กรุงเทพมหานครคณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี เป็นกลไกระดับสูงสุดในการกำกับดูแลความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับระบบสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยมีประธานร่วม ได้แก่ นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย นางสาวแคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และนายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ เข้าร่วมจำนวนกว่า 150 คนการจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 และในกระบวนการดังกล่าว ที่ประชุมได้รับรองกรอบผลลัพธ์ ซึ่งระบุตัวชี้วัด ค่าฐาน และค่าเป้าหมาย ที่จะใช้เป็นแนวทางและกรอบในการวัดผลการดำเนินงานในรอบความร่วมมือใหม่ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ตั้งอยู่บนฐานของลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยประกอบด้วยสามลำดับความสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม บริการสุขภาพ และการพัฒนาทุนมนุษย์ในบริบทสังคมสูงวัย การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ครอบคลุม สิทธิมนุษยชน และความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่สอดคล้องอย่างเต็มที่กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ผ่านกระบวนการหารืออย่างกว้างขวางกับภาครัฐ ระบบสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคีเพื่อการพัฒนา และภาคเอกชนในการกล่าวต่อที่ประชุม นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับบทบาทการเป็นผู้นำและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในฐานะประธานร่วม ตลอดจนภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ พร้อมย้ำว่า ท่ามกลางบริบทโลกและภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลง สหประชาชาติดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ประเทศไทยเป็นผู้นำ เพื่อสนับสนุนลำดับความสำคัญของประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังโอกาสนี้ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความยินดีต่อการรับรองกรอบผลลัพธ์ของกรอบความร่วมมือ พ.ศ. 2570-2574 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติในอนาคต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นขององค์การสหประชาชาติในการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ครอบคลุม ยั่งยืน และพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง สำหรับทุกคน ชมภาพเพิ่มเติม
1 of 5
เรื่อง
20 เมษายน 2026
ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติ ร่วมรับ นายกรัฐมนตรี ในการประชุมประจำปีของเอสแคป สมัยที่ 82
กรุงเทพฯ (20 เมษายน 2569) - เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ร่วมกับ นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาสิสจะฮ์บานา รองเลขาธิการสหประชาชาติและเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: ESCAP) ให้การต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการประชุมประจำปีของเอสแคป สมัยที่ 82 (82nd Session of the Commission) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากรัฐบาลไทย เข้าร่วมโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเน้นย้ำถึงแนวทางของประเทศในการสร้างสังคมที่ครอบคลุมสำหรับทุกช่วงวัย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการลงทุนด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสนับสนุนการทำงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ทั่วถึง เพื่อไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ชมภาพเพิ่มเติม
1 of 5
เรื่อง
22 มิถุนายน 2026
ประเทศไทย-UN ผลักดันเยาวชน ศูนย์กลางการพัฒนา-ความร่วมมือพหุภาคี
กรุงเทพฯ 22 มิถุนายน 2569 - ในวาระครบรอบ 80 ปีการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ประเทศไทยเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้แนวทางคำมั่นเพื่ออนาคต (Pact for the Future) พร้อมผลักดันเยาวชนและอนุชนรุ่นหลังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายในวันข้างหน้า อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อผู้นำเยาวชนกว่า 300 คนในการประชุม “80 Years of Thailand and the UN: Country Level Engagement on Pact for the Future Implementation” ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ที่รัฐบาลไทยและสหประชาชาติร่วมเป็นเจ้าภาพ ว่า วาระครบรอบ 80 ปีเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนแปดทศวรรษแห่งความร่วมมือ พร้อมมองไปข้างหน้าสู่ความท้าทายและโอกาสที่เยาวชนและอนุชนรุ่นหลังต้องเผชิญ"ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนที่แน่วแน่ของสหประชาชาติในการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนาที่ยั่งยืน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การจะนำเจตนารมณ์ของ 'คำมั่นเพื่ออนาคต' ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องอาศัยความร่วมมือที่เชื่อมโยงวาระระดับโลก เข้ากับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีบทบาทอย่างมีความหมายในการร่วมกำหนดอนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุม และพร้อมรับมือกับความท้าทายในวันข้างหน้า" นายเชษฐพันธ์ กล่าวนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย แสดงความยินดีกับวาระสำคัญนี้ พร้อมเน้นย้ำถึงคุณค่าของความร่วมมือพหุภาคีในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก ตลอดจนสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหประชาชาติในก้าวต่อไป"ความเป็นหุ้นส่วนตลอด 80 ปีระหว่างประเทศไทยกับสหประชาชาติ เป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างประเทศและความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อความก้าวหน้า แต่อนาคตจากนี้คือสิ่งที่เราต้องกำหนดร่วมกัน การผลักดันพันธกรณีระดับโลกให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม จะต้องอาศัยความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งจากทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้นำของเยาวชน" นางมิเกลล่า กล่าวนายเธมบา กาลัว ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนคำมั่นเพื่ออนาคต สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ นำเสนอภาพรวมความก้าวหน้าการดำเนินงานในระดับโลกของคำมั่นฯ และภาคผนวก ได้แก่ คำมั่นด้านดิจิทัลระดับโลก (Global Digital Compact) และปฏิญญาว่าด้วยอนุชนรุ่นหลัง (Declaration on Future Generations) พร้อมย้ำพันธกิจของคำมั่นฯ ในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินโดยคำนึงถึงคนรุ่นหลัง และการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับวาระของประเทศ"การตัดสินใจของเราในวันนี้ไม่ได้กระทบแค่คนที่อยู่ในห้องนี้ แต่ยังกำหนดอนาคตของโลกที่คนรุ่นหลังจะได้รับสืบทอดไป" นายเธมบา กล่าว "เยาวชนคือผู้ที่มีบทบาทในวันนี้ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อการกำหนดอนาคตของพวกเขาเองและของสังคมด้วย"การประชุมนี้ จัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศ สหประชาชาติในประเทศไทย และสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ รวบรวมตัวแทนเยาวชน ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย โดยนางหลิน หยาง รองเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UN ESCAP) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม พร้อมเน้นย้ำบทบาทของความร่วมมือระดับภูมิภาคและการมีส่วนร่วมของเยาวชน ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาแนะแนวอาชีพทางการทูต นิทรรศการของกรมองค์การระหว่างประเทศและกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency: TICA) รวมถึงการนำเสนอโครงการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากหน่วยงานสหประชาชาติ ได้แก่ International Organization for Migration (IOM), United Nations Development Programme (UNDP), United Nations Human Settlements Programme (UN-HABITAT), United Nations Children’s Fund (UNICEF) และ United Nations Volunteers (UNV)นับตั้งแต่เข้าร่วมสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2489 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา และงานด้านมนุษยธรรม ปัจจุบัน กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
1 of 5
เรื่อง
08 พฤษภาคม 2026
เปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย
กรุงเทพฯ (8 พฤษภาคม 2569) — กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยได้ร่วมกันจัดพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 80 ปี การเป็นสมาชิกสหประชาชาติของประเทศไทย ณ กระทรวงการต่างประเทศ โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวคัดเลือกมาจากผลงานที่ส่งเข้าร่วมการประกวดกว่า 200 ผลงานผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของนางสาวชมาห์ธรณ์ อึงสามภพ นักเรียนวัย 17 ปีจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จ.ปทุมธานี ผสมผสานภาพช้างไทย ธงชาติ กิ่งมะกอก และตราสัญลักษณ์ UN ไว้ด้วยกัน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสหประชาชาติที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกลำดับแรก ๆ ของภูมิภาคเอเชียที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายธนวินท์ มณีวงค์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายรักศักดิ์ นวพรภักดีภายในงาน มีผู้แทนจากหลายองค์กรเข้าร่วม โดยนายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการ UN ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาวพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ และนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลทั้งสามท่านจะได้รับเชิญเข้าเยี่ยมชมศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ในโอกาสต่อไป[ดูภาพเพิ่มเติม]
1 of 5
เรื่อง
01 พฤษภาคม 2026
โอกาสในการทำงานในประเทศไทย
ในวันแรงงานสากล เรื่องราวของแรงงานผู้ลี้ภัยและนายจ้างชาวไทยสะท้อนให้เห็นว่าการเข้าถึงงานสามารถช่วยสร้างทั้งความเป็นอยู่ที่ดีและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างไรในเดือนพฤศจิกายน 2568 อาเย มิ้น้น ผลี้ภัยจากเมียนมา เธอเกิดและโตในพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ (ค่ายผู้ลี้ภัย) หลังจากครอบครัวหนีภัยสงครามมาลี้ภัยในค่าย เธอรออยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดตากเพื่อดำเนินการด้านประกันสุขภาพและขั้นตอนที่จำเป็น ก่อนจะออกจากค่ายแม่หละไปทำงาน ภายในเดือนเมษายน 2569 เธอมาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ มีรายได้ที่มั่นคงจากงานก่อสร้าง และส่งเงินกลับบ้านเพื่อช่วยเหลือครอบครัว“ฉันอยากมีรายได้เลี้ยงตัวเอง” เธอกล่าวเส้นทางของเธอสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ภายหลังนโยบายสำคัญในปี 2568 ผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในค่ายตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาเริ่มสามารถเข้าถึงการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย นำไปสู่การพึ่งพาตนเองมากขึ้นและการเชื่อมโยงเข้าสู่กลไกของภาครัฐ ก่อนออกจากค่าย อาเย มิ้น มีรายได้เพียงเล็กน้อยจากงานเกษตร โอกาสมีจำกัด และการดูแลครอบครัวเป็นภาระที่เธอกังวลอยู่เสมอปัจจุบันเธอมีรายได้ที่มั่นคงจากงานก่อสร้าง ซึ่งมากกว่ารายได้เดิมมากกว่าเท่าตัว และส่งเงินกลับไปที่ค่ายแม่หละอย่างสม่ำเสมอ ลูกสาววัยหกขวบของเธอยังคงอาศัยอยู่ที่นั่นกับปู่ย่าตายาย ขณะที่แม่ของเธอก็ต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเธอสำหรับค่ารักษาพยาบาล“ฉันอยากให้ลูกสาวได้รับการศึกษาที่ดี นั่นคือเหตุผลที่ฉันต้องทำงาน” เธอกล่าวสำหรับนายจ้าง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญ ธนาภา ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและงานระบบไฟฟ้าที่เธอสร้างมากว่าทศวรรษ เผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานที่ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปได้ยากขึ้น การจ้างแรงงานผู้ลี้ภัยช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ได้บางส่วนณ เดือนมีนาคม 2569 ผู้ลี้ภัยจากค่ายตามแนวชายแดนเกือบ 3,800 คน ได้เข้าสู่การจ้างงานในประเทศไทย ในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น ก่อสร้าง เกษตร และการผลิต “เรายังต้องการแรงงานเพิ่ม” เธอกล่าว ผ่านกิจกรรมนัดพบแรงงานในค่ายตามแนวชายแดน บริษัทของเธอได้จ้างผู้ลี้ภัยประมาณ 100 คน สะท้อนถึงความต้องการแรงงานในหลายภาคส่วนที่ไซต์ก่อสร้างแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แรงงานผู้ลี้ภัยทำงานร่วมกับแรงงานที่มีประสบการณ์มากกว่า และเรียนรู้ไปพร้อมกันในการทำงานจริง “ช่วงแรกพวกเขาต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่หลายคนมีความตั้งใจและพยายามพัฒนาตัวเอง” เธออธิบาย การเปลี่ยนผ่านจากค่ายสู่สถานที่ทำงานไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปอาเย มิ้น และสามีเคยลองทำงานในโรงงาน แต่ต้องกลับไปที่ค่ายหลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจากสภาพการทำงานที่ยากลำบากและไม่มีที่พักอาศัย การเปลี่ยนมาทำงานก่อสร้างจึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนมากกว่า แม้ยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวในภาพรวม หน่วยงานภาครัฐ UNHCR และภาคีต่าง ๆ กำลังทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนากระบวนการจ้างงาน ขยายการฝึกอบรม และสนับสนุนทั้งแรงงานผู้ลี้ภัยและนายจ้างในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้ “นี่คือโอกาสให้พวกเขาสร้างชีวิตของตัวเอง” ธนาภากล่าว สำหรับอาเย มิ้น โอกาสนี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เธอทำงานหนักและส่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับบ้านในแต่ละเดือน เพื่อดูแลทั้งลูกสาวและแม่ที่ยังอยู่ที่ค่ายแม่หละ เป้าหมายของเธอชัดเจน เธอต้องการเก็บเงินสนับสนุนครอบครัว และสร้างโอกาสที่ดีกว่าให้กับลูกสาว“บางทีลูกอาจได้เป็นวิศวกร” เธอกล่าวในวันแรงงานสากล เรื่องราวของเธอเป็นเครื่องเตือนใจว่างานไม่ได้หมายถึงรายได้เพียงอย่างเดียวแต่มันคือศักดิ์ศรี ความมั่นคง และโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองสำหรับอาเย มิ้น และอีกหลายคน โอกาสนั้นกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNHCR Thailand
1 of 5
เรื่อง
29 เมษายน 2026
การนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทย
กรุงเทพฯ (29 เมษายน 2569) - เมื่อวันพุธที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ต้อนรับผู้แทนกว่า 100 คน คณะทูต ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมสำรวจความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ของทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทย (UN Country Team: UNCT) โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวพินทุ์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ เป็นผู้กล่าวเปิดงานโอกาสนี้ นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน โดยเน้นย้ำว่าความยั่งยืนที่แท้จริง คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังในปี 2568 ประเทศไทยยืนยันความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครองอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน SDG Index เป็นปีที่เจ็ดติดต่อกัน รัฐบาลเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) ขึ้นมาเป็นปี 2593 (เร็วกว่ากำหนดเดิม 15 ปี) พร้อมความคืบหน้าในหลายด้าน ได้แก่ สมรสเท่าเทียม การแก้ปัญหาความไร้สัญชาติ สิทธิการทำงานของผู้ลี้ภัย และการคุ้มครองเด็กผลการดำเนินงานดังกล่าวได้รับการนำเสนอในการบรรยายสรุปประจำปี 2568 ครั้งนี้ โดยผู้แทนระดับอาวุโสจากหน่วยงานสหประชาชาติ ได้แก่ นายฟุกุยะ อิโนะ ผู้แทนสำนักงานระดับภูมิภาค UNIDO ดร.อ้ายหลาน หลี ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทย และนางสาวนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทน UNDP ประจำประเทศไทยสามารถอ่านรายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ได้ที่: https://bit.ly/unthailand-report2025ชมภาพเพิ่มเติม
1 of 5
เรื่อง
06 เมษายน 2026
ขยะอาหารฉุดเศรษฐกิจไทย UNEP ชี้สร้างต้นทุนแฝง ชวนตั้งสติก่อนซื้อ
กับดัก ‘เหลือดีกว่าขาด’ ทำลายเศรษฐกิจชาติกว่าที่คิดเราทุกคนต่างถูกดึงดูดให้ซื้อของบนพื้นฐานเรื่อง ‘ความคุ้ม’ เช่น ตอนเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วเห็นป้ายซื้อ 1 แถม 1 หรือโปรโมชันลดราคาที่ทำให้เราเผลอหยิบของใส่รถเข็นด้วยความคิดที่ว่า "ซื้อเยอะคุ้มกว่า"ยิ่งเมื่อต้องเตรียมจัดงานปาร์ตี้หรือเปิดบ้านรับแขก สัญชาตญาณความใจกว้างมักเข้าครอบงำเราทันที เรากลัวว่าอาหารจะไม่พอ กลัวแขกจะไม่อิ่ม จนลงเอยด้วยการกวาดซื้อของกินของใช้มาเต็มรถเข็น เพียงเพราะยึดถือคติที่ว่า "เหลือดีกว่าขาด" โดยไม่ทันคำนวณความต้องการที่แท้จริงทว่าหลังจากความคึกคักผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาคือวัตถุดิบและอาหารที่กินไม่หมด ซึ่งมักจะถูกซุกไว้ในตู้เย็นจนล่วงเลยเวลา และท้ายที่สุดเมื่อของเหล่านั้นเริ่มเน่าเสียหรือเสื่อมสภาพ มันก็จะถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะอาหาร แม้แต่ละครัวเรือนอาจจะมองว่า เราทิ้งเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันทั้งโลกตัวเลขกลับน่าตกใจอย่างยิ่ง โดย UNEP ระบุว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีขยะอาหารถูกทิ้งสูงถึง 1.2 พันล้านตัน หรือคิดเป็น 20% ของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดสิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ ขยะอาหารเหล่านี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แต่คือ "ระเบิดเวลาทางมลพิษ" ที่ซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบของก๊าซมีเทน ซึ่งร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยิ่งไปกว่านั้น มันคือ "ต้นทุนแฝง" ที่กัดกินเศรษฐกิจ เพราะทุกครั้งที่เราทิ้งอาหาร เราไม่ได้ทิ้งแค่ตัววัตถุดิบ แต่เรากำลังทิ้งเงินในกระเป๋า ทิ้งค่าน้ำค่าไฟที่ใช้ในการปรุง และทิ้งทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไปอย่างเปล่าประโยชน์ในระดับมหภาค ขยะอาหารเหล่านี้ยังสร้างภาระงบประมาณมหาศาลให้กับรัฐบาลในการจัดการและกำจัดขยะ ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่วนกลับมาทำร้ายคุณภาพชีวิตของเราทุกคนในที่สุด Spotlight World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณสุธีร์ ชาร์มา (Mr. Sudhir Sharma) ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคด้านการเงินและการปรับเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ผู้ที่จะมาชวนพวกเราทุกคนให้ลุกขึ้นมา "ปฏิวัติตู้เย็น" ของตัวเองเสียใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่การจัดการอาหารที่ซื้อมาแล้ว แต่คือการ "คิดล่วงหน้า" ตั้งแต่ก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านขยะอาหาร คือราคาที่ทุกคนต้องจ่ายการทิ้งอาหารหนึ่งจานลงถังขยะอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในระดับครัวเรือน แต่ในทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม นี่คือการสร้าง "ต้นทุนแฝง" ที่รัฐบาลต้องแบกรับอย่างมหาศาล คุณสุธีร์ ชาร์มา ชี้ให้เห็นว่า ขยะอาหารไม่ได้หายไปเฉย ๆ เมื่อมันถูกรถขยะเก็บไปยังหลุมฝังกลบและท้ายที่สุดจะกลายเป็นก๊าซมีเทนก๊าซมีเทนที่เกิดจากการเน่าเสียของขยะอาหารถือเป็น "ตัวร้าย" ที่น่ากลัวกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) หลายเท่า โดยในระยะสั้น มีเทนมีอานุภาพในการกักเก็บความร้อนและทำลายชั้นบรรยากาศโลกได้รุนแรงกว่า CO2 ถึง 80 เท่า นั่นหมายความว่าขยะอาหารเพียง 1 ตันที่ถูกทิ้ง สร้างผลกระทบต่อวิกฤตภูมิอากาศเท่ากับควันรถยนต์จำนวนมหาศาล และนี่คือต้นทุนที่รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะ รวมถึงงบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟูผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากภาวะโลกร้อน นอกจากภาระในการกำจัดขยะแล้ว การทิ้งอาหารยังหมายถึงการละลาย "ทรัพยากรต้นทุน" ของชาติทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ข้อมูลจาก UNEP ระบุว่า การผลิตอาหารที่ถูกทิ้งไปในแต่ละปี ต้องใช้น้ำมหาศาลถึง 250 ลูกบาศก์กิโลเมตร หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนสำหรับคนไทย ปริมาณน้ำที่สูญเสียไปนี้เท่ากับการระบายน้ำออกจาก เขื่อนวชิราลงกรณจนหมดอ่างเก็บน้ำถึง 30 รอบ ซึ่งน้ำเหล่านี้มีต้นทุนในการบริหารจัดการ ตั้งแต่การนำน้ำเข้าสู่ภาคการผลิต การทำความสะอาด ไปจนถึงการส่งต่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐเป็นผู้ลงทุนคุณสุธีร์กล่าวว่า “ระบบนิเวศ ธรรมชาติ ป่าไม้ และความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งเหล่านี้ให้ประโยชน์มากมายแก่ประเทศชาติ ถ้าเราสามารถลดขยะอาหารได้ นั่นหมายความว่า เราต้องการพื้นที่ดินน้อยลง ต้นทุนที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อชดเชยหรือลงทุนในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ หรือการปลูกป่าเพิ่มก็จะประหยัดลงได้ ดังนั้นคุณจะเห็นว่าขยะอาหารไม่ใช่แค่ช่วยประหยัดเงินให้คุณและผมเท่านั้น แต่มันช่วยพวกเราทุกคน และให้ผลประโยชน์มากมายแก่เราทุกคน”โมเดล Sharing Economy โอกาสธุรกิจลดขยะอาหารในอดีตสังคมไทยและเอเชียมีรากฐานของการเป็นชุมชนที่แน่นแฟ้น เรามีวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารให้เพื่อนบ้าน หากบ้านไหนทำแกงหม้อใหญ่เกินไป หรือมีผลไม้ล้นต้น ก็จะถูกส่งต่อไปยังบ้านใกล้เรือนเคียงโดยอัตโนมัติ ทำให้แทบไม่มีอาหารเหลือทิ้งจนกลายเป็นขยะ แต่ในปัจจุบันที่สังคมกลายเป็นสังคมเมือง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านลดน้อยลง จนวัฒนธรรมการแบ่งปันอาหารที่เคยเป็นเกราะกำจัดขยะอาหารถูกทำลายลงไปคุณสุธีร์ ชาร์มา จึงมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนรูรั่วนี้ให้เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการนำแนวคิด Sharing Economy มาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการอาหารส่วนเกิน แทนที่จะปล่อยให้เน่าเสียไปเปล่า ๆ นี่คือจังหวะสำคัญของ Start-up ยุคใหม่ที่จะเข้ามาสร้างนวัตกรรมเชื่อมโยงอาหารคุณภาพดีจากโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้า ส่งต่อสู่มือผู้ที่ต้องการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เหมือนโมเดล SecondBite ในสิงคโปร์ ซึ่งช่วยลดขยะและสร้างงานในห่วงโซ่การขนส่งสีเขียวไปพร้อมกันคุณสุธีร์แบ่งปันมุมมองว่า “ตอนนี้โรงแรมต่าง ๆ หันมาทำปุ๋ยหมัก หรือเริ่มติดต่อองค์กรที่สามารถรับอาหารนั้นไป แทนที่จะทิ้งไปเป็นขยะ รอบตัวเรามีองค์กรการกุศลมากมายที่ดูแลโรงเรียน บ้านพักคนชรา และถ้าเราคิดว่าเราไม่ได้จะกินอาหารนั้นแล้ว แต่มันยังกินได้อยู่ เราควรพยายามส่งมอบอาหารนั้นให้กับองค์กรเหล่านี้ และเราสามารถช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยจากมุมนั้นได้”ตั้งสติก่อนซื้อ คือคำแนะนำในการปฏิวัติตู้เย็นหลังจากมองภาพใหญ่มหภาคจนเห็น "ต้นทุนแฝง" มหาศาล Spotlight World ตั้งคำถามทิ้งท้ายง่าย ๆ ว่า แล้วคนตัวเล็กๆ อย่างเราจะช่วยขยับกงล้อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนี้ได้อย่างไร? คุณสุธีร์ ชาร์มา ให้คำแนะนำสั้น ๆ แต่ทรงพลังว่า “ต้องตั้งสติและคิดล่วงหน้า” โดยย้อนรำลึกถึงวินัยในวัยเด็กที่แม่มักจะถามว่า “มื้อนี้ลูกจะกินขนมปังกี่ชิ้น” คำถามที่ดูจุกจิกในวันนั้น คือการสกัดขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด เพราะเมื่อเราขีดเส้นความต้องการให้ชัดเจน ขยะก็จะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกการปฏิวัติตู้เย็นไม่ใช่เรื่องยาก แค่ต้องหยุดวงจร "ซื้อเผื่อ" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ซื้อพอดี" โดยใช้เทคโนโลยีรอบตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการจดลิสต์ในมือถือก่อนช้อป หรือการใช้แอปพลิเคชันช่วยเช็กวันหมดอายุ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยอุดรูรั่วทางการเงินของครอบครัวได้ทันที นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่ออาหาร "หน้าตาไม่สวย" หรืออาหารที่ใกล้ถึงวัน Best Before ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน แต่ราคามักจะถูกกว่าและช่วยลดขยะอาหารได้มหาศาลเขียนโดย ปิยมาส วงศ์พลาดิสัยเผยแพร่ครั้งแรกที่ SPOTLIGHT อมรินทร์ทีวี
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ผนึกกำลังสร้างความยืดหยุ่นทางประชากร: กำหนดทิศทางแผนการทำงาน 5 ปี (2570–2574) ของ UNFPA มุ่งยกระดับทุนมนุษย์ด้วยสิทธิทางเลือกเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย: 25 กุมภาพันธ์ 2569 – กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรูปแบบไฮบริด (Hybrid Meeting) ณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อนำเสนอร่างแผนงานระดับประเทศ ฉบับที่ 13 (UNFPA Thailand 13th Country Programme Document 2027–2031: CPD13) การประชุมครั้งนี้เป็นการวางรากฐานเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางประชากรของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีผู้แทนจาก 28 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม (CSOs) สถาบันการศึกษา ตัวแทนเด็กและเยาวชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตโครงสร้างประชากร ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดและอัตราการเกิดที่ต่ำกว่าร้อยละ 1 การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการปรับบทบาทของ UNFPA ประเทศไทย สู่การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย และการใช้ข้อมูลอัจฉริยะทางประชากรเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้อย่างยั่งยืน คุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA in Thailand) ได้เน้นย้ำถึงทิศทางของร่างแผนงาน CPD13 ที่มุ่งสนับสนุนประเทศไทยให้มีความยืดหยุ่นทางประชากรผ่านแนวทางการพัฒนาชีวิตทุกช่วงวัย (Life-cycle approach) โดยระบุว่าวิสัยทัศน์ของแผนงานใหม่คือ "การสร้างความยืดหยุ่นทางประชากรด้วยสิทธิและทางเลือกผ่านแนวทางวงจรชีวิตสำหรับประชากรทั้งในปัจจุบันและอนาคต" พร้อมอธิบายถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรว่า "แผนงานใหม่นี้จะปรับเปลี่ยนจากการสนับสนุนการบริการโดยตรง ไปสู่การให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย (Upstream policy advice) การใช้ข้อมูลอัจฉริยะทางประชากร และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืน" นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเชิงลึก (Demographic Intelligence) เพื่อการตัดสินใจ "UNFPA มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการพัฒนาข้อมูลอัจฉริยะทางประชากรที่มีคุณภาพสูงและการวิเคราะห์ภาพอนาคต (Foresight) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจระดับชาติ" คุณวรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำเสนอทิศทางของร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยระบุว่า “ต้องเรียนว่าขณะนี้เราอยู่ในวิกฤตโครงสร้างประชากรจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นค่า TFR ที่ต่ำกว่า 1 หรือจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงจากหลักล้านเหลือเพียงประมาณ 4 แสนคน” พร้อมเน้นย้ำยุทธศาสตร์ “ซ่อมและเสริมรากฐาน สร้างอนาคต” เพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง: "เรามุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อซ่อมและเสริมรากฐานเดิมที่เปราะบาง พร้อมไปกับการสร้างอนาคตใหม่" ข้อเสนอแนะสำคัญจากการประชุม: ที่ประชุมได้เสนอแนะให้บูรณาการนโยบายประชากรเข้ากับความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านข้อมูลอัจฉริยะ (NTA) พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือที่ยืดหยุ่นระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อระดมทรัพยากรและนวัตกรรม รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ดูแลกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม. นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับสถานะของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ดังที่ คุณสิริลักษณ์ เชียงว่อง ได้ระบุไว้ว่า: “เราต้องการวางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับภูมิภาคเพื่อความร่วมมือแบบใต้-ใต้ และไตรภาคี (South-South and Triangular Cooperation หรือ SSTC) เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันนี้”การประชุมในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่เปิดให้ทุกภาคส่วนได้สะท้อนมุมมอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าก้าวต่อไปจะร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNFPA Thailand
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 มีนาคม 2026
ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า รวมพลังผู้นำทางสังคมและเชฟมิชลิน ร่วมแก้ปัญหาทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพฯ, 9 มีนาคม 2569 – เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำภาคธุรกิจ และผู้มีชื่อเสียงได้ร่วมงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อระดมการสนับสนุนในการรับมือกับวิกฤตภาวะทุพ-โภชนาการในเด็ก โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่าน ได้แก่ คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล, คุณบุษดี เจียรวนนท์ และคุณมาริษา เจียรวนนท์ พร้อมด้วยเชฟระดับมิชลินสตาร์ 8 ท่านจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มาร่วมรังสรรค์เมนูพิเศษเพื่อสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นความสำคัญของอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับเด็กการจัดงานกาล่าในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อระดมความร่วมมือในการต่อสู้กับวิกฤตภาวะทุพโภชนาการในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กหลายล้านคนในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลจากยูนิเซฟชี้ให้เห็นว่า ในประเทศไทย เด็กประมาณ 1 ใน 8 คน กำลังเผชิญภาวะเตี้ยแคระแกร็นจากโภชนาการที่ไม่เหมาะสม ขณะที่ทั่วโลกมีเด็กถึง 150 ล้านคนที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น และในแต่ละปีมีเด็กเกือบ 5 ล้านคนทั่วโลกต้องเสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับภาวะทุพโภชนาการภายในงาน ได้รับเกียรติจากคุณอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งอุทิศตนเพื่อสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ กล่าวเปิดงานพร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและปณิธานในการสนับสนุนเด็กทุกคน ขณะที่คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวถึงวิกฤตภาวะทุพโภชนาการ โดยเน้นว่าปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยในระยะยาวไฮไลต์สำคัญของงาน ได้แก่ การประมูลของสะสมล้ำค่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เช่น ถุงมือของนักกอล์ฟอันดับ 1 ของโลก จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล และภาพพิมพ์ของศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ตลอดจนเสื้อกั๊กยูนิเซฟของคุณอานันท์ ปันยารชุน และภาพเขียนของเด็กชายโพธิ์ แย้มนาม เพื่อร่วมระดมทุนสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟ โดยมีคุณปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ทำหน้าที่ดำเนินการประมูลและอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญก็คือการรวมตัวของเชฟระดับแนวหน้า 8 ท่าน ซึ่งครองดาวมิชลินรวมกันถึง 12 ดวง มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์มื้ออาหารพิเศษด้วยจิตอาสา โดยเชฟจากประเทศไทย ได้แก่ เชฟชุดารี เทพาคำ (บ้านเทพา), เชฟชุมพล แจ้งไพร (R-Haan), เชฟณพล จันทรเกตุ และเชฟซากิ โฮชิโนะ (Kwann และ Nawa Thai Cuisine), เชฟปริญญ์ ผลสุข (สำรับสำหรับไทย) และเชฟซาชิน พูจารี (INDDEE) พร้อมด้วยเชฟระดับนานาชาติ ได้แก่ เชฟชิโนบุ นามาเอะ (L’Effervescence ประเทศญี่ปุ่น) และเชฟโช ฮี-ซุก (Hansikgonggan ประเทศเกาหลีใต้) ซึ่งเดินทางมาร่วมงานนี้โดยเฉพาะนอกจากการร่วมรังสรรค์มื้ออาหารในงานกาล่าครั้งนี้แล้ว เชฟทุกท่านยังได้เข้าร่วมแคมเปญ “กินไรดี HungryforHope ” ของยูนิเซฟ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์ และแบ่งปันคำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการดูแลโภชนาการของเด็ก ๆ อีกด้วยแคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมโภชนาการที่ดี สนับสนุนให้เด็กและผู้ปกครองเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กที่เผชิญภาวะทุพโภชนาการทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมและพัฒนานโยบายด้านโภชนาการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมุ่งผลักดันมาตรการควบคุมการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับเด็กในโอกาสเดียวกัน นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติและพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจครั้งนี้ ด้วยการสละเวลา ความเชี่ยวชาญ ทรัพยากร รวมถึงการบริจาค เพื่อสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟด้านสุขภาพและโภชนาการของเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
13 กุมภาพันธ์ 2026
สตรีผู้ทรงอิทธิพลและเชฟดาวมิชลินรวมพลัง ในงาน “ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า” เพื่อต่อสู้กับภาวะทุพโภชนาการในเด็ก
กรุงเทพ, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ประกาศจัดงาน ยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า 2026 (UNICEF Blue Star Gala 2026) งานระดมทุนครั้งสำคัญที่รวมพลังจากสตรีผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย 4 ท่าน พร้อมเชฟระดับมิชลินจากทั้งในและต่างประเทศ รวม 12 ดาวมิชลิน เพื่อร่วมกันขจัดภาวะทุพโภชนาการในเด็ก และส่งเสริมให้เด็กทุกคนเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการงานกาล่าจะจัดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อกฯ ภายใต้แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” ของยูนิเซฟ ที่มุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านโภชนาการและกระตุ้นให้สังคมร่วมมือกันเพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารที่เหมาะสม เติบโตแข็งแรง และมีอนาคตที่สดใส โดยได้รับเกียรติจากสตรีผู้มีบทบาทสำคัญของประเทศไทย 4 ท่านมาเป็นกำลังสำคัญของงานกาล่า ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ หรือ มาดามแป้ง, บุษดี เจียรวนนท์, มาริษา เจียรวนนท์ และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซึ่งต่างมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิเด็กและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก โดยเฉพาะด้านโภชนาการ โดยทั้ง 4 ท่านจะเป็นพลังสำคัญในการระดมความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และวงการอาหาร เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการสร้างอนาคตที่ดีสำหรับเด็กทุกคนหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงาน คือความร่วมมือของเชฟชื่อดัง 8 ท่านจากประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดครอง 12 ดาวมิชลิน โดยเชฟระดับแนวหน้าของไทยที่เข้าร่วม ได้แก่ ชุดารี เทพาคำ หรือ เชฟตาม จากร้าน บ้านเทพา, เชฟชุมพล แจ้งไพร จากร้าน R-Haan, เชฟโจ ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ จากร้าน Kwannและ Nawa Thai Cuisine, เชฟปริญญ์ ผลสุข จากร้าน สำรับสำหรับไทย และ เชฟซาชิน พูจารี จากร้าน INDDEEซึ่งจะร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานศิลปะการปรุงอาหารเข้ากับคุณค่าทางโภชนาการอย่างลงตัว และภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์จากเชฟชิโนบุ นามาเอะ จากร้านเลฟเฟอร์เวซองส์ ประเทศญี่ปุ่น และเชฟ โช ฮีซุก จากร้านฮันซิกกงกาน ประเทศเกาหลีใต้ ที่จะมาร่วมรังสรรค์เมนูเพื่อสนับสนุนเด็กทั่วโลก โดยเชฟทุกท่านได้สละเวลาและความสามารถมาร่วมงานครั้งนี้ด้วยหัวใจแห่งจิตอาสาและความเชื่อมั่นร่วมกันว่า เด็กทุกคนควรมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตด้วยโภชนาการที่ดีนายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ภาวะทุพโภชนาการในเด็กยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เด็กจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและโภชนาการที่เหมาะสม และต้องเผชิญกับทั้งภาวะขาดสารอาหารและโรคอ้วน ความจริงแล้ว โภชนาการที่ดีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และการมีระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม งานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงงานระดมทุน แต่เป็นการแสดงพลังความร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะภาวะทุพโภชนาการในเด็กไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ยูนิเซฟขอขอบคุณสตรีผู้ทรงอิทธิพลทั้ง 4 ท่านและเชฟทุกท่าน ที่ได้ใช้บทบาทความเป็นผู้นำ อิทธิพล และเวทีของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ”ภาวะทุพโภชนาการส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาสมอง สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของเด็ก ในประเทศไทย เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ร้อยละ 13 มีภาวะเตี้ยแคระแกร็น ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากร้อยละ 6 เป็นร้อยละ 13 ในกลุ่มเด็กอายุ 6–14 ปี และร้อยละ 14 ของวัยรุ่นอายุ 15–18 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ทั้งนี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2578 ร้อยละ 60 ของเด็กอายุ 5–19 ปีในประเทศไทยจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน หากไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนนางนวลพรรณ ล่ำซำ ทูตองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญฮีโร่ของ กินไรดี #HungryforHope กล่าวว่า “เราหวังว่างานยูนิเซฟ บลูสตาร์ กาล่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับอาหารและโภชนาการของเด็กมากขึ้น พร้อมร่วมสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟในการแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการทุกรูปแบบ การขาดสารอาหารไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อความมั่นใจ การเรียนรู้ และโอกาสในชีวิต นี่คือเหตุผลที่ปัญหาทุพโภชนาการต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะทรัพยากรบุคคลคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ แป้งขอชวนทุกท่านมาร่วมสนับสนุนยูนิเซฟและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโภชนาการที่ดีให้เด็กทุกคนค่ะ”แคมเปญ “กินไรดี #HungryForHope” มุ่งส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และเยาวชนหันมาเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันนโยบายที่ปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ รายได้จากงานกาล่าจะนำไปสนับสนุนโครงการด้านโภชนาการและโครงการอื่น ๆ ของยูนิเซฟทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้เด็กทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สุด ได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีสุขภาพดี และพร้อมก้าวสู่อนาคตที่สดใสดาวน์โหลดภาพงานแถลงข่าวได้ที่ https://drive.google.com/drive/folders/1oFdKoSrdm6B8B1-XZb6MsCSLtR5_DneW?usp=sharingข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แคมเปญ กินไรดี #HungryForHope เข้าไปที่ https://unicef.or.th/hungry-for-hopeชมวิดีโอ ปณิธานเพื่อเด็กทุกคน เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
06 กุมภาพันธ์ 2026
การละเมิดด้วยดีปเฟก ก็คือ การละเมิด
นิวยอร์ก/กรุงเทพฯ, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ยูนิเซฟแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง“ดีปเฟก” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศหลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริงเมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรงยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AIรัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายนักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดบริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุอันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
29 มกราคม 2026
ยูนิเซฟเตือนภัยฝุ่น PM2.5 ผ่านวิดีโอ ชี้ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและทารกในครรภ์ วิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี เยาวชนจาก จ.เชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ไปจาก PM2.5
กรุงเทพฯ, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงปกคลุมกรุงเทพฯ และหลายพื้นที่ทั่วประเทศ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยได้เผยแพร่วิดีโอสั้น 2 เรื่อง เพื่อเตือนถึงอันตรายของมลพิษทางอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อเด็ก แม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ พร้อมชวนสังคมตระหนักว่า ฝุ่นพิษไม่ใช่แค่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ ชีวิตและอนาคตของเด็กทุกคนวิดีโอทั้งสองเรื่องถ่ายทอดเสียงโดย จิรวรรณ โอฬารรัตน์มณี อายุ 21 ปี เยาวชนจากจังหวัดเชียงใหม่ที่ต้องสูญเสียแม่ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปในปี 2566 จากโรคมะเร็งปอด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างกายได้รับฝุ่น PM2.5 เป็นเวลานาน จิรวรรณได้เข้าร่วม แคมเปญ #CountMeIn โลกรวน เด็กเดือดร้อน รับฟังเสียงเด็ก ของยูนิเซฟในปี 2567 เพื่อร่วมถ่ายทอดผลกระทบของฝุ่นพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อเด็กและเยาวชน “สำหรับเรา ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันคือเรื่องของสุขภาพ อนาคต และโลกที่เราจะอยู่ร่วมกัน” จิรวรรณกล่าววิดีโออธิบายให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ แทรกซึมลึกเข้าสู่ปอด และผ่านเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นเดินทางไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ รวมถึงสมองที่กำลังพัฒนา โดยเด็กคือกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองของเด็กกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กเรียนรู้การคิด การจดจ่อ การควบคุมอารมณ์ และการทำความเข้าใจโลก เมื่อฝุ่นพิษขนาดเล็กอย่าง PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย อนุภาคเหล่านี้สามารถไปถึงสมองและขัดขวางพัฒนาการ ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้และการพัฒนา และอาจส่งผลกระทบไปตลอดชีวิตความเสี่ยงนี้อาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนเด็กจะลืมตาดูโลก เมื่อแม่ตั้งครรภ์หายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย ฝุ่นพิษสามารถส่งต่อไปถึงทารกในครรภ์ และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของสมองและร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะเสียชีวิตในครรภ์ คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เผชิญปัญหาด้านการเรียนรู้ และมีโอกาสเจ็บป่วยรุนแรงในอนาคต เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็งข้อมูลจากรายงาน Over the Tipping Point report ของยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กในประเทศไทยราว 13.6 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงกับฝุ่น PM2.5 ขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลก (the State of Global Air) ชี้ว่า มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 700,000 คนต่อปี หรือเกือบ 2,000 คนต่อวัน ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของเด็กเล็กทั่วโลกยูนิเซฟแนะนำให้ผู้ใหญ่ช่วยกันลดความเสี่ยงของเด็กจากฝุ่นพิษ เช่น หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นเมื่อจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และให้เด็กได้กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันจิรวรรณกล่าวเสริมว่า “ทุกวันนี้ผลกระทบของ PM2.5 มีให้เห็นชัดเจน เราเลยอยากเป็นอีกเสียงที่บอกว่า PM2.5 ร้ายแรงและใกล้ตัวกว่าที่คิด อยากเห็นรัฐบาล บริษัทขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง และช่วยปกป้องพวกเราทุกคนจากอากาศที่เป็นพิษ”ชมวิดีโอ:ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อพัฒนาการทางสมองและสุขภาพของเด็ก [ดาวน์โหลดวิดีโอ] ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อแม่และทารกในครรภ์ [ดาวน์โหลดวิดีโอ] เผยแพร่ครั้งแรกที่ ยูนิเซฟ
1 of 5