ล่าสุด
เรื่อง
10 กันยายน 2026
การสดุดีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทย
เรียนรู้เพิ่มเติม
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 กันยายน 2026
หนึ่งปีผ่านไป ที่ประเทศไทยตัดสินใจอนุญาตให้สิทธิผู้ลี้ภัยในการทำงานอย่างถูกกฏหมายในประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนและช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เรียนรู้เพิ่มเติม
เรื่อง
09 กันยายน 2026
สหประชาชาติประจำประเทศไทยร่วมงาน GCNT Expo 2026 ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย
เรียนรู้เพิ่มเติม
ล่าสุด
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน ประเทศไทย
ทีมงานสหประชาชาติในประเทศไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเน้นความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนเชิงพื้นที่ (SDG localization) เพื่อนำวาระการพัฒนาระดับโลกสู่ชุมชนท้องถิ่นให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผล ผลการดำเนินงานที่มีความโดดเด่นที่ผ่านมา ได้แก่ ความพยายามในการส่งเสริมระบบการคุ้มครองทางสังคมแบบบูรณาการสำหรับทุกคน (เป้าหมาย 1.3) การแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เป้าหมายที่ 3.4) การให้การศึกษาที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงเด็กในกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน (เป้าหมาย 3.4) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี (เป้าหมาย 5.5) อีกทั้งยังมุ่งเสริมพลังและความเข้มแข็งแก่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และส่งเสริมนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่โดยเน้นสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจและการพลิกโฉมวิสาหกิจด้วยระบบดิจิทัล (เป้าหมาย 8.3) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมซึ่งรวมถึงกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศสภาพ (LGBTI) (เป้าหมาย 10.2) รวมถึงการดำเนินงานด้านการอภิบาลแรงงานข้ามชาติเพื่อส่งเสริมให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ถูกกฎหมาย และมีระเบียบที่ชัดเจน (เป้าหมาย 10.7) นอกจากนั้น องค์การสหประชาชาติยังได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เป้าหมาย 13.2) การจัดการขยะมูลฝอย (เป้าหมาย 11.6) และการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำและภาคการเงินและการลงทุนที่เกื้อหนุนอุตสาหกรรมสีเขียวในหมู่วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เป้าหมาย 7.2) สนับสนุนสิทธิการเป็นพลเมืองที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิของประชาชน (เป้าหมาย 16.9) และแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของไทยกับนานาประเทศ ผ่านความร่วมมือไตรภาคีแบบใต้-ใต้ (เป้าหมาย 17.9) สู่การพลิกโฉมสังคมไทยไปพร้อมกับทุกภาคส่วน ให้มีความรุ่งเรือง มั่งคั่ง ยั่งยืน และครอบคลุม
เรื่อง
12 มิถุนายน 2026
คำกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
คำกล่าวแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทยข้าพระพุทธเจ้า และองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายความห่วงใยแด่พระบรมวงศานุวงศ์ และขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อันทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยพระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความผาสุกของพสกนิกร และทรงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสของผู้เปราะบาง โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและพระปณิธานอันแน่วแน่ พระราชกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างคุณูปการอันยั่งยืน และจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจ แก่คนรุ่นต่อไปทั้งในประเทศไทยและประชาคมโลกองค์การสหประชาชาติ ขอร่วมแสดงความอาลัยต่อการสูญเสียในครั้งนี้
1 of 5
สิ่งพิมพ์
31 มีนาคม 2026
รายงานประจำปี ๒๕๖๘
รายงานผลการดำเนินงานประจำปี ๒๕๖๘ เผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙ นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการมุ่งสู่เศรษฐกิจที่ครอบคลุม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations in Thailand) และรัฐบาลไทย ร่วมกับภาคีเครือข่าย ตามกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Sustainable Development Cooperation Framework - UNSDCF) วาระปี ๒๕๖๕ – ๒๕๖๙รายงานฉบับนี้ออกแบบโดยใช้ลวดลาย “ดอกรัก” สอดประสานต่อเนื่องกัน สะท้อนหลักการดำเนินงานของสหประชาชาติในประเทศไทย ได้แก่ ความยั่งยืน ความครอบคลุม ความร่วมมือกัน เพื่อการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
1 of 5
เรื่อง
26 สิงหาคม 2026
นายกฯ อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับคณะทูตสตรี
วันนี้ (26 สิงหาคม 2569) เวลา 11.30 น. ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เอกอัครราชทูตต่างประเทศและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศสตรีประจำประเทศไทย เพื่อพบปะพูดคุยและกระชับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตบางประเทศที่กำลังจะสิ้นสุดวาระการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศตลอดการรับประทานอาหารกลางวันเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง นายกรัฐมนตรีและคณะทูตได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลากหลายเรื่อง ทั้งประสบการณ์การทำงานในประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนานาประเทศ ตลอดจนเรื่องราวและความประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยการพบปะครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับเอกอัครราชทูตและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดนอกเหนือจากการพบหารือในรูปแบบทางการ สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับประชาคมการทูตในประเทศไทย รวมทั้งช่วยเสริมสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันต่อไปสำหรับเอกอัครราชทูตที่กำลังจะสิ้นสุดวาระ การรับประทานอาหารกลางวันครั้งนี้นับเป็นอีกโอกาสในการพบปะและส่งต่อมิตรภาพก่อนเดินทางกลับประเทศ หลังจากได้ร่วมทำงานและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศของตนตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งนี้ มีเอกอัครราชทูตและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศสตรีเข้าร่วมจำนวน 11 คน จากกัวเตมาลา เคนยา แคนาดา โคลอมเบีย นิวซีแลนด์ มองโกเลีย ศรีลังกา สหภาพยุโรป สิงคโปร์ อียิปต์ และผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย
1 of 5
เรื่อง
11 กรกฎาคม 2026
Thai youth leaders push for inclusion, partnership and lasting change
Nearly 400 youth recently participated in a national dialogue which marked the 80th year of Thailand’s membership of the United Nations.The anniversary provided an opportunity to look ahead, with young people taking centre stage in discussions on implementing the Pact for the Future, the UN's global blueprint for tackling today's challenges while protecting the interests of future generations. UN Resident Coordinator in Thailand Michaela Friberg-Storey said turning the Pact’s ambitions into meaningful results would depend on “strong partnerships across society, driven by the energy, creativity and leadership of young people.”The Pact, adopted by UN Member States in September 2024, rests on a simple but important distinction. Future generations, those not yet born, cannot speak for themselves. Young people can.Six youth panellists told UN News what it takes to make young people's voices count in practice. For Rattanachart Paengkum, strengthening youth participation is less about creating new institutions than making existing ones work better. As Assistant President of the Children and Youth Council of Thailand, he works to bring young people's perspectives into public decision-making.“Built in silence, heard by the world. That is how I see youth participation in Thailand today. We already have a mechanism that could be one of the strongest in Southeast Asia. The task now is to strengthen it and make it genuinely participatory again.”His advice to other young people is simple: Every cause starts somewhere. What matters is taking the first step. Once you act, you learn, improve and bring others with you. If you never begin, the outcome is already decided. Earlier this year, Soonyata Panurat represented Thailand at the ECOSOC Youth Forum at UN Headquarters in New York. He said meaningful participation depends on trust and shared decision-making.“Young people are living the challenges policymakers are trying to solve. Giving us a platform to speak is only the beginning. If nothing follows, nothing changes. Policies should be co-designed with young people, not presented to us after decisions have already been made.” Growing up in Omkoi District, in Thailand’s Northern Chiang Mai Province, Chairat Dipho took local environmental action to the global stage, from school initiatives to representing ethnic minority youth at COP30 in Belém, Brazil. He said recognising young people as equal partners begins with giving them the resources to act.“Resources are not only funding. They are knowledge, mentors, and opportunities that allow young people to take action. Young people are not only future leaders. We are stakeholders and equal partners. When we are seen that way, change can begin locally and reach the global stage.” According to Marisa Yapangku, President of the Indigenous Youth Seed Network of Thailand, participation must reach beyond capitals and conference rooms if it is to reflect the realities of indigenous communities.“As indigenous young women, we face barriers because of both our ethnicity and our gender. Even when we reach decision-making spaces, our ideas are often overlooked. Representation alone is not enough if it is not followed by action.“The platform itself needs to be localised. Decision-makers cannot understand our solutions if they have never heard the realities our communities face. We do not come as mercy receivers. We come to move forward together.” Growing up with visual impairment, Panwasa Srikuna has seen technology transform access to education. She said making young people's voices count also means ensuring everyone has an equal opportunity to participate.“When I was in secondary school, I depended on volunteers to read textbooks to me. Today, AI can summarise information and support my learning directly. Technology is transforming what is possible for young people with disabilities. The challenge is ensuring our institutions evolve just as quickly.” Nattanicha Kattiyavara said that participation is not only about being heard, but about ensuring young people can continue contributing over the long term. A youth advisor to the UN Youth Office and founder of The Burnout Advocate Initiative, she said wellbeing should be recognised as part of sustainable civic engagement.“Young advocates are often expected to be endlessly resilient. But feeling anxious, exhausted or burnt out is not a failure. It often reflects how deeply people care. If we want lasting social change, we must also build systems that support the wellbeing of those creating it. “Future generations are not in the room to speak for themselves,” said Themba Kalua, Director for Pact for the Future Implementation in the Executive Office of the UN Secretary-General.“Young people, however, are here now, and their voices, ideas and leadership must be part of the decisions shaping their lives and the future of our societies.”Originally published by UN News
1 of 5
เรื่อง
26 พฤษภาคม 2026
ไทย-สหประชาชาติ ร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือ 5 ปีข้างหน้า ผ่านกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574
กรุงเทพฯ (26 พฤษภาคม 2569) - รัฐบาลไทยและองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างกันในระยะ 5 ปีข้างหน้า ด้วยการรับรองกรอบผลลัพธ์ (Results Framework) ของกรอบความร่วมมือแห่งสหประชาชาติ (UN Cooperation Framework) ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 (ค.ศ. 2027-2031) ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี (Tripartite Steering Committee) ณ กรุงเทพมหานครคณะกรรมการอำนวยการไตรภาคี เป็นกลไกระดับสูงสุดในการกำกับดูแลความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับระบบสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย โดยมีประธานร่วม ได้แก่ นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย นางสาวแคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และนายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากกระทรวง หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ เข้าร่วมจำนวนกว่า 150 คนการจัดทำกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติ ฉบับใหม่ พ.ศ. 2570-2574 ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 และในกระบวนการดังกล่าว ที่ประชุมได้รับรองกรอบผลลัพธ์ ซึ่งระบุตัวชี้วัด ค่าฐาน และค่าเป้าหมาย ที่จะใช้เป็นแนวทางและกรอบในการวัดผลการดำเนินงานในรอบความร่วมมือใหม่ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ตั้งอยู่บนฐานของลำดับความสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยประกอบด้วยสามลำดับความสำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม บริการสุขภาพ และการพัฒนาทุนมนุษย์ในบริบทสังคมสูงวัย การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ครอบคลุม สิทธิมนุษยชน และความสมานฉันท์ในสังคม ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่สอดคล้องอย่างเต็มที่กับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ผ่านกระบวนการหารืออย่างกว้างขวางกับภาครัฐ ระบบสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคีเพื่อการพัฒนา และภาคเอกชนในการกล่าวต่อที่ประชุม นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำหรับบทบาทการเป็นผู้นำและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในฐานะประธานร่วม ตลอดจนภาคีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบความร่วมมือฉบับใหม่ พร้อมย้ำว่า ท่ามกลางบริบทโลกและภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลง สหประชาชาติดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ในฐานะพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน และสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ประเทศไทยเป็นผู้นำ เพื่อสนับสนุนลำดับความสำคัญของประเทศ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังโอกาสนี้ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้แสดงความยินดีต่อการรับรองกรอบผลลัพธ์ของกรอบความร่วมมือ พ.ศ. 2570-2574 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและองค์การสหประชาชาติในอนาคต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นขององค์การสหประชาชาติในการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ครอบคลุม ยั่งยืน และพร้อมรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง สำหรับทุกคน ชมภาพเพิ่มเติม
1 of 5
เรื่อง
10 กันยายน 2026
การสดุดีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่สนับสนุนกำลังพลเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติมากเป็นอันดับที่ 33 โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทยเกือบ 300 นาย ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่สตรี 49 นาย ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติ 3 แห่ง ประเทศไทยได้สนับสนุนกำลังพลเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) และจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทยได้เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจขององค์การสหประชาชาติมาแล้วกว่า 20 ภารกิจ ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทยปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเอบิเย อินเดีย ปากีสถาน และซูดานใต้ ในซูดานใต้ เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทยได้ซ่อมแซมถนนเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่น ๆ การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวช่วยให้การเดินทางของหน่วยลาดตระเวนรักษาสันติภาพ การขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม และการสัญจรของประชาชนในพื้นที่เป็นไปอย่างปลอดภัย รวมถึงในช่วงฤดูฝน ซึ่งถนนหลายสายมักไม่สามารถสัญจรได้ เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพจากประเทศไทยจำนวน 10 นายได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ เราขอสดุดีและรำลึกถึงเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละเหล่านั้น องค์การสหประชาชาติขอขอบคุณประเทศไทยสำหรับการปฏิบัติหน้าที่และการเสียสละของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ ไทยในพื้นที่ความขัดแย้งทั่วโลก ขอบคุณประเทศไทยเกี่ยวกับภารกิจรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาตินับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) มีผู้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติแล้วกว่าสองล้านคนในพื้นที่ความขัดแย้งทั่วโลก โดยปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่มากกว่า 65,000 คนเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำหน้าที่รักษาความมั่นคง เสถียรภาพ และความหวังให้แก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ภายใต้สภาวะยากลำบากและห่างจากครอบครัวและบ้านเกิด จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพมากกว่า 4,400 คนได้เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติสหประชาชาติไม่มีกองกำลังทหารหรือตำรวจเป็นของตนเอง จึงต้องอาศัยการสนับสนุนกำลังพลจากประเทศสมาชิกในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพ ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติมาจากประเทศสมาชิกผู้สนับสนุนกำลังทหารและตำรวจกว่า 100 ประเทศ ภายใต้พันธกิจร่วม ได้แก่การรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพให้แก่ชุมชนและกลุ่มเปราะบางทั่วโลก ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและความเสียสละนอกจากภารกิจด้านการคุ้มครองพลเรือน เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพยังปฏิบัติภารกิจด้านมนุษยธรรมอยู่เสมอ เช่น การให้บริการทางการแพทย์ การจัดหาน้ำสะอาด การสนับสนุนโรงเรียนและสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ตลอดจนการสร้างถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันสหประชาชาติขอยกย่องการปฏิบัติหน้าที่และการเสียสละของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทุกคน และขอขอบคุณทุกประเทศที่สนับสนุนกำลังทหารและตำรวจแก่ภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติเรื่องราวแห่งการปฏิบัติหน้าที่ ความกล้าหาญและความเสียสละเหล่านี้ เป็นเรื่องราวที่ควรค่าแก่การยกย่องอย่างยิ่งอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศสมาชิกที่สนับสนุนกำลังพลแก่ภารกิจรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติ
1 of 5
เรื่อง
09 กันยายน 2026
สหประชาชาติประจำประเทศไทยร่วมงาน GCNT Expo 2026 ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทย
วันที่ 2 กันยายน 2569 สหประชาชาติในประเทศไทย นำโดย นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอรี่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเยาวชนเข้าร่วม GCNT Expo จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสังคม
1 of 5
เรื่อง
10 กรกฎาคม 2026
ศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล ได้รับรางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยา ประจำปี 2569
นักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการยกย่องจากผลงานวิจัยบุกเบิกด้านโรคเมลิออยโดสิสและการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งพลิกโฉมการนำหลักฐานทางจุลชีววิทยามาใช้กำหนดนโยบายสาธารณสุขและช่วยชีวิตคนศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล ได้รับรางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยา (UNESCO-Carlos J. Finlay Prize for Microbiology) ประจำปี 2569ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรตินักวิทยาศาสตร์ผู้มีคุณูปการดีเด่นด้านจุลชีววิทยาและการประยุกต์ใช้จุลชีววิทยา ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้รับการยกย่องจากงานวิจัยบุกเบิกด้านโรคเมลิออยโดสิสและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ตลอดจนการเชื่อมโยงหลักฐานทางจุลชีววิทยาเข้ากับระบบงานสาธารณสุข ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการรับมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติต่อโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ถูกละเลยและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแนวทางที่ศ. ดร. นพ.ดิเรกใช้มีทั้งการปรับปรุงการเฝ้าระวัง การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน โดยให้ความสำคัญทั้งกับงานวิทยาศาสตร์และการอุทิศตนในการทำงานเพื่อสังคม อีกทั้งยังทำงานใกล้ชิดกับบุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายที่มีบทบาทในการเปลี่ยนข้อมูลหลักฐานจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง"งานวิจัยวิทยาศาสตร์เผยความจริงได้ แต่งานสาธารณสุขเท่านั้นที่จะทำให้ความรู้นั้นเกิดประโยชน์ต่อสังคม เราจำเป็นต้องมีทั้งสองสิ่ง" - ศ. ดร. นพ.ดิเรก ลิ้มมธุรสกุล ทำให้โรคที่มองไม่เห็น กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ศ. ดร. นพ.ดิเรกศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่มักนำไปสู่การเสียชีวิตโดยมีสาเหตุจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomalleiที่พบในดินและน้ำ โรคนี้ยังคงถูกมองข้ามและไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในรายการโรคเขตร้อนที่ถูกละเลยขององค์การอนามัยโลก แม้จะมีการประเมินว่าโรคนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนต่อปีทั่วโลกศ. ดร. นพ.ดิเรกอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาและข้อมูลการเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างละเอียดจากโรงพยาบาลรัฐ 110 แห่งทั่วประเทศไทยและแสดงให้เห็นว่าโรคเมลิออยโดสิสทำให้เกิดการเจ็บป่วยมากกว่า 4,400 กรณีและการเสียชีวิตมากกว่า 1,200 คนต่อปีในไทย ซึ่งประเทศไทยมีห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาในโรงพยาบาลที่ดี และทุกการเสียชีวิตเหล่านี้มีผลเพาะเชื้อยืนยันงานวิจัยระดับโลกชิ้นสำคัญต่อมาของเขาประเมินว่า โรคนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 165,000 คนและทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 89,000 คนต่อปีทั่วโลก ซึ่งรวมถึงในหลายภูมิภาคที่ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยาคลินิกยังมีอยู่น้อย การศึกษาต่อเนื่องของเขายืนยันการพบโรคนี้ในหลายสิบประเทศซึ่งเดิมไม่เคยมีรายงานมาก่อน ศ. ดร. นพ.ดิเรกยังแสดงให้เห็นว่าการทำนาโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกันและการดื่มน้ำปนเปื้อนเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในหมู่เกษตรกรในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาในเขตร้อนอื่น ๆเพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยเหล่านี้ให้เกิดการนำไปใช้จริง ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้ทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด ร่วมสนับสนุนการส่งข้อมูลการเสียชีวิตที่แท้จริงของโรงพยาบาลต้นแบบเข้าไปในระบบการรายงานโรคของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย และพัฒนาแผนที่โลกเชิงโต้ตอบแบบเปิด ซึ่งกลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับนักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกที่ทำงานเกี่ยวกับโรคเมลิออยโดสิส จากข้อมูลท้องถิ่นสู่การลงมือปฏิบัติในท้องถิ่นศ. ดร. นพ.ดิเรกยังมีคุณูปการต่อการรับมือกับการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งต่อระบบสุขภาพของโลก อาศัยหลักการ 'ข้อมูลในท้องถิ่นเพื่อการรับมืออย่างเป็นรูปธรรมในท้องถิ่น' ศ. ดร. นพ.ดิเรกได้พัฒนา AMASS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ใช้งานง่ายที่ให้ใช้ได้ฟรี ช่วยให้โรงพยาบาลสามารถวิเคราะห์ข้อมูลทางจุลชีววิทยาและข้อมูลการรักษาพยาบาลเพื่อจัดทำรายงานติดตามการดื้อยาต้านจุลชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือถ่ายโอนข้อมูลผู้ป่วยที่มีความละเอียดอ่อนการช่วยให้โรงพยาบาลเข้าใจภาระของการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพภายในสถานพยาบาลของตนเอง ทำให้เครื่องมือนี้ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งทำให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐระบุช่องว่างของการติดตามเฝ้าระวัง เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบติดตาม และพุ่งเป้ามาตรการทางสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สู่นโยบายสาธารณะเป้าหมายสูงสุดในงานของศ. ดร. นพ.ดิเรก คือการทำให้สังคมมองเห็นขนาดที่แท้จริงของปัญหาโรคติดเชื้อร้ายแรงและการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ เพื่อให้โรงพยาบาลและภาครัฐสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่ช่วยชีวิตผู้คนได้ ศ. ดร. นพ.ดิเรกแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคที่ขัดขวางการบรรลุเป้าหมายนี้มีมากกว่าการขาดความสามารถหรือความรู้ความเชี่ยวชาญ ข้อเสนอแนะของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบข้อมูลของห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา ร่วมกับระบบข้อมูลของโรงพยาบาล การที่แพทย์ควรมีการส่งตรวจเพาะเชื้ออย่างเป็นประจำตามความเหมาะสม การปรับปรุงวิธีปฏิบัติในการรักษา การปฏิรูปมาตรการเชิงกฎระเบียบ และการสนับสนุนโรงพยาบาลในการให้บริการทางจุลชีววิทยาผ่านกลไกทางการเงินที่ยั่งยืนงานของศ. ดร. นพ.ดิเรกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ ศ. ดร. นพ.ดิเรกร่วมงานกับกระทรวงสาธารณสุขของไทยและโรงพยาบาลอีกมากกว่า 100 แห่ง และก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายระดับชาติในด้านโรคเมลิออยโดสิสและการดื้อยาต้านจุลชีพ ในปัจจุบัน โรงพยาบาลในไทยและประเทศอื่น เช่น กัมพูชา อินเดีย และอินโดนีเซีย นำเครื่องมือและวิธีการของศ. ดร. นพ.ดิเรก มาใช้งาน ช่วยให้ชุมชนและระบบสาธารณสุขสามารถนำข้อมูลของตนเองไปใช้ในการรับมือโรคติดเชื้อที่เป็นภัยคุกคามสำคัญได้อย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับรางวัลรางวัลยูเนสโก-คาร์ลอส เจ. ฟินเลย์ ด้านจุลชีววิทยามอบให้แก่บุคคล สถาบัน องค์กรนอกภาครัฐ หรือหน่วยงานอื่นที่สร้างคุณูปการโดดเด่นด้านจุลชีววิทยาและการประยุกต์ใช้จุลชีววิทยาผ่านงานวิจัยและการพัฒนา รัฐบาลคิวบาและยูเนสโกมุ่งหวังส่งเสริมงานวิจัยและการพัฒนาในด้านจุลชีววิทยาผ่านรางวัลนี้ ผู้ได้รับรางวัลนี้จะได้รับเงินรางวัล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมใบเกียรติบัตรข้อมูลเพิ่มเติมUNESCO-Carlos J. Finlay Prize for MicrobiologyGet to know the previous Prize laureatesLearn about UNESCO’s expertise in basic sciencesเผยแพร่ครั้งแรกที่ UNESCO
1 of 5
เรื่อง
03 กรกฎาคม 2026
สาเหตุและผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ข้อมูลล่าสุดเมื่อกรกฎาคม 2569)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล และก๊าซมีเทนจากภาคเกษตรกรรม เชื้อเพลิงฟอสซิล และของเสีย โลกเพิ่งผ่าน 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา และนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีจะเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสของความตกลงปารีสในไม่กี่ปีข้างหน้า ภารกิจเร่งด่วนคือจำกัดการเกินขีดนี้ให้สั้นและต่ำที่สุด — เพราะทุกเศษเสี้ยวขององศามีความหมาย ก๊าซเรือนกระจกที่ห่มคลุมโลกจะกักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้บนโลก ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในปัจจุบันภาวะโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นเร็วมากกว่าครั้งใดที่เคยมีการบันทึกในประวัติศาสตร์ ขณะที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนและส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสมดุลของธรรมชาติ และจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมากมายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากอะไร ▼ 1. กิจกรรมของมนุษย์ได้ทำให้ชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร และพื้นโลกร้อนขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเป็นวงในบริเวณกว้างทั้งในชั้นบรรยากาศ มหาสมุทร ภาคพื้นที่เป็นหิมะและน้ำแข็ง รวมถึงชีวมณฑล 2. ระบบภูมิอากาศของโลกระดับกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ที่กำลังเกิดขึ้นกับระบบภูมิอากาศของโลกเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงหลายร้อยจนถึงหลายพันปี การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต้องใช้เวลาจำนวนมากไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกตินานนับร้อยจนถึงพันปีกว่าที่จะกลับสู่สภาพเดิมได้ โดยเฉพาะกับมหาสมุทร พืดน้ำแข็ง และระดับน้ำทะเลทั่วโลก 3. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ส่งผลกระทบไปทั่วทุกภูมิภาคมีหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง ฝนตกหนักความแห้งแล้ง และพายุหมุนเขตร้อน 4. อุณหภูมิพื้นผิวโลกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางศตวรรษเป็นอย่างน้อย หากเราไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลงจนถึงระดับที่เหมาะสมให้เหลือน้อยที่สุดในไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า ภาวะโลกร้อนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศจะยิ่งรุนแรงขึ้น 5. เมื่อยิ่งโลกร้อนขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นความร้อนสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น คลื่นความร้อนในมหาสมุทร ฝนตกหนัก ความแห้งแล้งทางการเกษตรและระบบนิเวศน์ในบางภูมิภาคประสบภัยแล้ง อัตราส่วนการเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่รุนแรง ตลอดจนปริมาณการลดลงของน้ำแข็งในทะเล หิมะปกคลุม และชั้นดินเยือกแข็งคงตัวบริเวณขั้วโลกเหนือที่ลดลง 6. ภาวะโลกร้อนที่อย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้วัฏจักรของน้ำทั่วโลกเปลี่ยนแปลงทวีความรุนแรง ผลที่ตามมาคือวัฏจักรนี้และแปรปรวนมากขึ้น รวมถึงเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนช่วงมรสุมและความรุนแรงของเหตุการณ์เกี่ยวกับน้ำและความแห้งแล้งก็จะทวีคูณขึ้น 7. เมื่อมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ความสามารถของมหาสมุทรและผืนดินในการจะดูดซับและชะลอการสะสมของก๊าซนี้ในชั้นบรรยากาศจะลดได้น้อยลง 8. หากเมื่อภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงต่อไป ทุกภูมิภาคจะพบความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อด้านสภาพอากาศก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นในทุกภูมิภาค เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลในวงกว้างขึ้นที่ 2 องศาเซลเซียส ปัจจัยเหล่านี้จะขยายตัวกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับ 1.5 องศาเซลเซียส และผลกระทบจะยิ่งกว้างมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 9. แม้ว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของกระแสน้ำการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร อย่างฉับพลัน และอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับที่คาดคะเน อาจจะไม่เกิดขึ้นแต่ก็ใช่ว่าผลกระทบเหล่านี้จะเป็นไปไม่ได้ 10. เราสามารถแก้ไขการควบคุมภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยการต้องทำโดยการจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสม และลดให้ปริมาณสุทธิเหลือศูนย์เป็นอย่างน้อย นอกจากนี้ยังต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ เช่น ก๊าซมีเทน ให้เหลือน้อยที่สุดด้วย 11. หากสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือน้อยหรือน้อยมากได้ ภายในเวลาไม่กี่ปี เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกและละอองลอย รวมถึงคุณภาพอากาศภายในไม่กี่ปี และจะเห็นความเปลี่ยนแปลงแตกต่างของอุณหภูมิพื้นผิวโลกในระยะเวลาประมาณ 20 ปี แหล่งที่มา: อ้างอิงจากผลการศึกษาและการคาดคะเนจากรายงาน Climate Change 2021: The Physical Science ของ IPCC (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ) ดาวน์โหลด PDFㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤㅤ สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ▼ การผลิตพลังงาน การผลิตพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนโดยการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในปริมาณมาก พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังคงผลิตมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมันหรือก๊าซ ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซไนตรัสออกไซด์ออกมา ก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีอานุภาพในการห่มคลุมโลกและดักเก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วโลกมีประมาณ 1 ใน 4 ส่วนเท่านั้นที่ผลิตจากพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ โดยพลังงานเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือมลพิษออกสู่อากาศเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับเชื้อเพลิงฟอสซิล การผลิตสินค้า กิจกรรมในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อให้ได้พลังงานสำหรับการผลิตสินค้าต่าง ๆ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก โลหะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก เสื้อผ้า และอื่น ๆ การทำเหมืองแร่และอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมก่อสร้างก็ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเช่นกัน เครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตมักใช้พลังงานจากถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซ วัสดุบางอย่าง เช่น พลาสติก ก็ทำมาจากสารเคมีที่ได้มาจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล อุตสาหกรรมการผลิตเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดทั่วโลก การตัดไม้ทำลายป่า ในแต่ละปี พื้นที่ป่าประมาณ 75 ล้านไร่ถูกทำลาย การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำไร่หรือทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หรือเพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะต้นไม้ที่ถูกตัดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มันดูดซับเอาไว้ออกมา การตัดไม้ทำลายป่าจึงเป็นการลดขีดความสามารถของธรรมชาติในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกไม่ให้ออกสู่ชั้นบรรยากาศ การตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ที่ดิน มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกถึง 1 ใน 4 การคมนาคมขนส่ง รถยนต์ รถบรรทุก เรือ และเครื่องบินส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การขนส่งจึงกลายเป็นสาเหตุหลักของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยานพาหนะบนท้องถนนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดเพราะเครื่องยนต์แบบสันดาปภายในต้องอาศัยการเผาไหม้ของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียม เช่น น้ำมันเบนซิน ตามมาด้วยเรือและเครื่องบิน ปริมาณการปล่อยมลพิษของภาคการขนส่งคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานทั่วโลก และการใช้เชื้อเพลิงของภาคการขนส่งก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การผลิตอาหาร การผลิตอาหารทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารก็เช่นกัน เช่น การตัดไม้ทำลายป่าและแผ้วถางที่ดินเพื่อทำการเกษตรและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ กระบวนการย่อยอาหารของวัวและแกะ การผลิตและการใช้ปุ๋ยและมูลสัตว์การใช้พลังงานสำหรับเครื่องมือทางการเกษตร และเรือประมงส่วนใหญ่ก็มักใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งหมดนี้ทำให้การผลิตอาหารเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์อาหารและการกระจายสินค้าอาหารก็ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน การใช้พลังงานในอาคารบ้านเรือน อาคารพาณิชย์และอาคารที่พักอาศัยใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ใช้ทั่วโลก ตราบใดที่เรายังคงใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในการทำความร้อนและความเย็น อาคารบ้านเรือนก็จะเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลต่อไป ความต้องการใช้พลังงานในการทำความร้อนและความเย็นนั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีเครื่องปรับอากาศใช้ การใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นเพื่อแสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างก็มีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในอาคารบ้านเรือนที่สูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การบริโภคที่มากเกินไป บ้านและการใช้พลังงานในบ้าน การเดินทาง สิ่งที่คุณรับประทาน และสิ่งที่คุณทิ้ง ทั้งหมดล้วนมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่นเดียวกับการบริโภคสินค้าต่าง ๆ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ และพลาสติก การบริโภคภายในครัวเรือนคือแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของโลก รูปแบบการใช้ชีวิตของเราก็มีผลกระทบอย่างมหาศาลต่อโลก และประชากรที่ร่ำรวยที่สุดต้องรับผิดชอบมากที่สุด กล่าวคือ ประชากรโลกที่ร่ำรวยที่สุดซึ่งมีอยู่เพียงร้อยละ 1 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรโลกที่ยากจนที่สุด ผลกระทบต่อประเทศไทยและโลกคืออะไร ▼ อุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิพื้นผิวของโลกก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วยเช่นกัน เกือบทุกภูมิภาคบนโลกต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนมากขึ้นในขณะที่วันซึ่งอากาศร้อนก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น ปี 2020 เป็นปีที่อากาศร้อนที่สุดในประวัติการณ์ อุณภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดโรคและความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความร้อน และทำให้การทำงานหรือการเดินทางลำบากขึ้น ไฟป่าก็จะเกิดง่ายขึ้นและลุกลามเร็วกว่าเดิม อุณหภูมิในบริเวณขั้วโลกเหนือสูงขึ้นด้วยความเร็วอย่างน้อย 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก พายุรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อปริมาณฝน โดยทำให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและชุมชน คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภัยแล้งสาหัสขึ้น หลายภูมิภาคเริ่มขาดแคลนน้ำ ความแห้งแล้งจะยิ่งทำให้พายุฝุ่นและพายุทรายรุนแรงมากขึ้นจนอาจพัดพาทรายปริมาณหลายพันตันข้ามทวีปได้เลย ทะเลทรายที่ขยายตัวทำให้พื้นที่ในการเพาะปลูกลดลง ผู้คนมากมายไม่มีน้ำดื่มน้ำใช้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต น้ำทะเลร้อนและสูงขึ้น มหาสมุทรต้องดูดซับความร้อนส่วนใหญ่อันเกิดจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้น้ำแข็งละลายและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นภัยต่อชุมชนริมชายฝั่งและบนเกาะต่างๆ นอกจากความร้อน มหาสมุทรยังต้องดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่ให้ขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ จนทำให้น้ำทะเลเป็นกรดและเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ทั้งบนบกและในน้ำ ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้น ภัยธรรมชาติก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะไฟป่า สภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว หรือการแพร่กระจายของแมลงศัตรูพืชและโรคระบาด สิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจย้ายถิ่นอาศัยเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่บางชนิดก็ไม่สามารถทำได้ ขณะนี้ โลกกำลังสูญเสียสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆในอัตราที่เร็วกว่าช่วงเวลาใด ๆ ที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ถึง 1,000 เท่า สิ่งมีชีวิตกว่า 1 ล้านชนิดเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาหารขาดแคลน สภาพอากาศที่แปรปรวนและรุนแรงซ้ำเติมปัญหาความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อการประมง การเพาะปลูก และปศุสัตว์ เพราะความร้อนทำให้แหล่งน้ำแห้งและพื้นที่ทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ลดลง มหาสมุทรที่เป็นกรดมากขึ้นสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลที่ใช้หล่อเลี้ยงผู้คนหลายพันล้านคน การเปลี่ยนแปลงของหิมะและน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกเหนือส่งผลกระทบอย่างหนักต่อปริมาณอาหารที่มาจากการเลี้ยงปศุสัตว์ การล่าสัตว์ และการประมง ความร้อนที่สูงยังทำให้ปริมาณน้ำและทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์หดหาย กระทบต่อปริมาณพืชผลและปศุสัตว์ ปัญหาสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น เช่น โรคมาลาเรีย ส่งผลให้ผู้คนเจ็บป่วยเสียชีวิตจำนวนมากจนระบบสุขภาพไม่อาจรองรับได้ ส่วนในพื้นที่ที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือหาอาหารได้เพียงพอ ผู้คนก็ต้องเผชิญผลเสียต่อสุขภาพในด้านอื่นด้วย เช่น ความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ความยากจนและการพลัดถิ่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นตัวกระตุ้นปัจจัยที่นำไปสู่ความยากจน เช่น อุทกภัยที่สร้างความเสียหายแก่ชุมชนแออัดในตัวเมือง บ้านเรือน ตลอดจนชีวิตของผู้คน และความร้อนที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานกลางแจ้ง ภัยพิบัติที่เกิดจากความร้อนทำให้ในแต่ละปีมีผู้คนต้องพลัดถิ่นถึง 23 ล้านคน และอีกนับไม่ถ้วนต้องเผชิญความยากจน
1 of 5
เรื่อง
22 มิถุนายน 2026
ประเทศไทย-UN ผลักดันเยาวชน ศูนย์กลางการพัฒนา-ความร่วมมือพหุภาคี
กรุงเทพฯ 22 มิถุนายน 2569 - ในวาระครบรอบ 80 ปีการเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ประเทศไทยเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้แนวทางคำมั่นเพื่ออนาคต (Pact for the Future) พร้อมผลักดันเยาวชนและอนุชนรุ่นหลังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับความท้าทายในวันข้างหน้า อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนายเชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อผู้นำเยาวชนกว่า 300 คนในการประชุม “80 Years of Thailand and the UN: Country Level Engagement on Pact for the Future Implementation” ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ที่รัฐบาลไทยและสหประชาชาติร่วมเป็นเจ้าภาพ ว่า วาระครบรอบ 80 ปีเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนแปดทศวรรษแห่งความร่วมมือ พร้อมมองไปข้างหน้าสู่ความท้าทายและโอกาสที่เยาวชนและอนุชนรุ่นหลังต้องเผชิญ"ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนที่แน่วแน่ของสหประชาชาติในการส่งเสริมสันติภาพ การพัฒนาที่ยั่งยืน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การจะนำเจตนารมณ์ของ 'คำมั่นเพื่ออนาคต' ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องอาศัยความร่วมมือที่เชื่อมโยงวาระระดับโลก เข้ากับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีบทบาทอย่างมีความหมายในการร่วมกำหนดอนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุม และพร้อมรับมือกับความท้าทายในวันข้างหน้า" นายเชษฐพันธ์ กล่าวนางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย แสดงความยินดีกับวาระสำคัญนี้ พร้อมเน้นย้ำถึงคุณค่าของความร่วมมือพหุภาคีในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก ตลอดจนสนับสนุนให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหประชาชาติในก้าวต่อไป"ความเป็นหุ้นส่วนตลอด 80 ปีระหว่างประเทศไทยกับสหประชาชาติ เป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างประเทศและความมุ่งมั่นร่วมกันเพื่อความก้าวหน้า แต่อนาคตจากนี้คือสิ่งที่เราต้องกำหนดร่วมกัน การผลักดันพันธกรณีระดับโลกให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม จะต้องอาศัยความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งจากทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และชุมชน และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอาศัยพลัง ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้นำของเยาวชน" นางมิเกลล่า กล่าวนายเธมบา กาลัว ผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนคำมั่นเพื่ออนาคต สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ นำเสนอภาพรวมความก้าวหน้าการดำเนินงานในระดับโลกของคำมั่นฯ และภาคผนวก ได้แก่ คำมั่นด้านดิจิทัลระดับโลก (Global Digital Compact) และปฏิญญาว่าด้วยอนุชนรุ่นหลัง (Declaration on Future Generations) พร้อมย้ำพันธกิจของคำมั่นฯ ในการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินโดยคำนึงถึงคนรุ่นหลัง และการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับวาระของประเทศ"การตัดสินใจของเราในวันนี้ไม่ได้กระทบแค่คนที่อยู่ในห้องนี้ แต่ยังกำหนดอนาคตของโลกที่คนรุ่นหลังจะได้รับสืบทอดไป" นายเธมบา กล่าว "เยาวชนคือผู้ที่มีบทบาทในวันนี้ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อการกำหนดอนาคตของพวกเขาเองและของสังคมด้วย"การประชุมนี้ จัดขึ้นโดยกระทรวงการต่างประเทศ สหประชาชาติในประเทศไทย และสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ รวบรวมตัวแทนเยาวชน ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคีเครือข่าย โดยนางหลิน หยาง รองเลขาธิการบริหารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UN ESCAP) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วม พร้อมเน้นย้ำบทบาทของความร่วมมือระดับภูมิภาคและการมีส่วนร่วมของเยาวชน ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาแนะแนวอาชีพทางการทูต นิทรรศการของกรมองค์การระหว่างประเทศและกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency: TICA) รวมถึงการนำเสนอโครงการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจากหน่วยงานสหประชาชาติ ได้แก่ International Organization for Migration (IOM), United Nations Development Programme (UNDP), United Nations Human Settlements Programme (UN-HABITAT), United Nations Children’s Fund (UNICEF) และ United Nations Volunteers (UNV)นับตั้งแต่เข้าร่วมสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2489 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านสันติภาพ ความมั่นคง การพัฒนา และงานด้านมนุษยธรรม ปัจจุบัน กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในที่ตั้งของสำนักงานสหประชาชาติที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
10 กันยายน 2026
หนึ่งปีผ่านไป ที่ประเทศไทยตัดสินใจอนุญาตให้สิทธิผู้ลี้ภัยในการทำงานอย่างถูกกฏหมายในประเทศ กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนและช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
กรุงเทพฯ พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านถ้ำหิน – หนึ่งปีหลังจากรัฐบาลไทยได้ประกาศใช้นโยบายสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัย จากเมียนมาที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานได้เข้าถึงสิทธิในการทำงานอย่างถูกกฏหมายในประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยมากกว่า 6,000 คน ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว ซึ่งช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถดูแลครอบครัวและมีส่วนสนับสนุนต่อเศรษฐกิจของไทยได้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ร่วมกิจกรรมวันนี้เพื่อร่วมฉลองในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของนโยบายดังกล่าว ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ บ้านถ้ำหิน ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ จำนวน 9 แห่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา โดยนางสาวไฮ คยอง จุน ผู้อำนวยการสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวชื่นชมบทบาทความเป็นผู้นำรัฐบาลไทย และเน้นย้ำถึงผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว“UNHCR ขอขอบคุณรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่งที่ให้ที่พักพิงและการคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ” จุน กล่าว “หนึ่งปีหลังจากที่มีการประกาศใช้นโยบายใหม่นี้ เราได้เห็นแล้วว่าอะไรเป็นไปได้เมื่อประเทศเจ้าบ้านแสดงถึงความเป็นผู้นำด้านมนุษยธรรม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เดินหน้าทำงานร่วมกับประเทศไทยต่อไป เพื่อสานต่อและต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้”เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 ประเทศไทยก้าวไปอีกหนึ่งขั้น โดยริเริ่มดำเนินการออกบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทยแก่ “ผู้หนีภัยจากการสู้รบชาวเมียนมา” อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีสถานะทางกฎหมายและสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็น เช่น บริการทางธนาคารและการสื่อสารได้แนวทางที่ก้าวหน้าของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า นโยบายที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ลี้ภัยสามารถช่วยตอบสนองความต้องการแรงงานในภาคส่วนสำคัญต่างๆ รวมถึงภาคการผลิตและภาคบริการได้เช่นกัน“สิทธิในการทำงานคือรากฐาน ไม่ใช่จุดสิ้นสุด” จุน กล่าว “เมื่อผู้ลี้ภัยมีเสรีภาพในการเดินทาง ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนที่ให้ที่พักพิงแก่พวกเขา”รัฐบาลไทยยังได้จัดทำแผนงานเพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ลี้ภัยให้เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกของ UNHCR ในการลดจำนวนผู้ลี้ภัยที่อยู่ในภาวะพลัดถิ่นเป็นเวลานานและยังคงพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้ลดลงครึ่งหนึ่งภายในระยะเวลา 10 ปี โดย UNHCR พร้อมที่จะเดินหน้าสนับสนุนความพยายามดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับรัฐบาลไทยการครบรอบหนึ่งปีของนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ด้านความมั่นคง ด้านมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชนภายในเมียนมาที่ยังคงวิกฤติ โดยปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยจากเมียนมากว่า 1.6 ล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค ในจำนวนนี้เกือบ 1.2 ล้านคนเป็นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่ได้รับการต้อนรับและให้ที่พักพิงอย่างเอื้อเฟื้อจากประเทศบังกลาเทศUNHCR ยังคงเรียกร้องให้มีการเปิดทางให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการขอลี้ภัยได้โดยปราศจากอุปสรรค เคารพหลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement) และเพิ่มการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากประชาคมระหว่างประเทศ ให้แก่ประเทศไทย ประเทศบังกลาเทศ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคที่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับความพยายามในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเผยแพร่ครั้งแรกที่ UNHCRต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อกรุงเทพ, Mariko Hall: hallma@unhcr.org, +66 63 003 2028
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
07 กันยายน 2026
องค์การอนามัยโลกรับรองประเทศไทยบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันในฐานะปัญหาสาธารณสุข
กรุงนิวเดลี/กรุงเทพมหานคร, 5 กันยายน 2569 – องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ประกาศรับรองว่าประเทศไทยบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันในฐานะปัญหาสาธารณสุขได้สำเร็จ นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศ และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการคุ้มครองสุขภาพของเด็ก สตรี และครอบครัวจากโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนโรคหัดเยอรมันเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์อาจส่งผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ รวมถึงการแท้งบุตร การเสียชีวิตของทารกในครรภ์ และกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความพิการแต่กำเนิดและปัญหาสุขภาพระยะยาวตลอดชีวิต ทั้งนี้ โรคหัดเยอรมันสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวัคซีนที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงได้“ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นว่า การกำจัดโรคหัดเยอรมันสามารถบรรลุผลได้ด้วยความมุ่งมั่นทางการเมืองที่เข้มแข็ง ระบบบริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ระบบเฝ้าระวังโรคที่มีคุณภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการทางสาธารณสุข ความสำเร็จครั้งนี้จะช่วยปกป้องคนรุ่นต่อไปจากกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด และนำภูมิภาคของเราเข้าใกล้เป้าหมายการกำจัดทั้งโรคหัดและหัดเยอรมันมากยิ่งขึ้น” ดร. Nilesh Buddha รักษาการผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว พร้อมให้การรับรองข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการระดับภูมิภาคเพื่อการรับรองการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Regional Verification Commission for Measles and Rubella Elimination in the South-East Asia Region: SEA-RVC)”การรับรองดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการพิจารณาของคณะกรรมาธิการตรวจสอบและรับรองการกำจัดโรคหัดและโรคหัดเยอรมันประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South-East Asia Regional Verification Commission for Measles and Rubella Elimination: SEA-RVC) ในการประชุมประจำปี เมื่อวันที่ 22-23 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมาธิการได้พิจารณาหลักฐานที่คณะกรรมการรับรองระดับประเทศของไทยนำเสนอ ซึ่งครอบคลุมข้อมูลด้านการเฝ้าระวังโรค ระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ความครอบคลุมของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค การตอบโต้การระบาด และผลการดำเนินงานของแผนงานควบคุมโรคต่อมา คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่เพื่อทบทวนข้อมูลในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อประเมินความสอดคล้องของข้อมูลและผลการดำเนินงานในภาคสนาม ก่อนมีมติเสนอให้รับรองว่าประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อไวรัสหัดเยอรมันประจำถิ่นได้สำเร็จประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 7 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลกที่ได้รับการรับรองการกำจัดโรคหัดเยอรมันสำเร็จ ต่อจากภูฏาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี มัลดีฟส์ เนปาล ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต โดยในจำนวนนี้มี 4 ประเทศ ได้แก่ ภูฏาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี มัลดีฟส์ และติมอร์-เลสเต ที่ได้รับการรับรองว่าสามารถกำจัดได้สำเร็จทั้งโรคหัดและโรคหัดเยอรมัน“การได้รับการรับรองครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย และเป็นเครื่องยกย่องความมุ่งมั่นทุ่มเทตลอดหลายทศวรรษของบุคลากรสาธารณสุข อาสาสมัคร ภาคีเครือข่าย และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ การบรรลุการกำจัดโรคหัดเยอรมันได้ช่วยปกป้องทารกแรกเกิดจากความพิการตลอดชีวิตที่สามารถป้องกันได้ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการจัดบริการสุขภาพที่เท่าเทียมสำหรับเด็กและครอบครัวทุกคน เราจะรักษาความสำเร็จนี้ไว้ พร้อมทั้งยกระดับความพยายามเพื่อมุ่งสู่การกำจัดโรคหัดต่อไป” นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยเริ่มดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (Expanded Programme on Immunization: EPI) ในปี 2520 และได้นำวัคซีนที่มีส่วนประกอบป้องกันโรคหัดเยอรมันเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติในปี 2529 โดยเริ่มให้แก่เด็กหญิงอายุ 6 ปีในระดับประถมศึกษา ก่อนที่จะขยายการให้วัคซีนครอบคลุมเด็กอายุ 1 ปีทุกคนในปี 2536นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยได้พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการให้วัคซีนตามกำหนดในแผนงานปกติ การตอบโต้การระบาด และการเฝ้าระวังโรค โดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงระดับพื้นที่การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งเน้นการเข้าถึงประชากรกลุ่มเปราะบางและกลุ่มที่เข้าถึงบริการได้ยาก รวมถึงประชากรเคลื่อนย้าย ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการสอบสวนผู้ป่วยสงสัยโรคหัดและหัดเยอรมันผ่านระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยไข้ออกผื่น และการใช้ระบบเฝ้าระวังที่เชื่อมโยงกับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพการได้รับการรับรองในครั้งนี้เป็นการยืนยันว่าประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อไวรัสหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล และมีระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งเพียงพอในการรักษาสถานะความสำเร็จดังกล่าวให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน“ความสำเร็จของประเทศไทยในการกำจัดโรคหัดเยอรมันถือเป็นหมุดหมายสำคัญด้านสาธารณสุข และสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ตลอดจนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมทำงานเคียงข้างประเทศไทยตลอดเส้นทางสู่ความสำเร็จนี้ และหวังว่าจะได้สานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อเร่งรัดความก้าวหน้าไปสู่การกำจัดโรคหัด พร้อมทั้งต่อยอดบทเรียนและประสบการณ์จากความสำเร็จครั้งนี้ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ และส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทยในระดับภูมิภาคและระดับโลก” พญ. อายหลัน หลี ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวเผยแพร่ครั้งแรกที่ WHO Thailand
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
30 กรกฎาคม 2026
ไอโอเอ็มเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อปกป้องผู้เดินทางจากการค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์
กรุงเทพฯ ประเทศไทย (30 กรกฎาคม 2569) – องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) เปิดตัวโครงการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้กระทำความผิด โดยมุ่งให้ผู้เดินทางมีความรู้ในการสังเกตรูปแบบการหลอกลวงผ่านการรับสมัครงาน ก่อนที่จะตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์“การสร้างความตระหนักรู้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการค้ามนุษย์” อามง เรซี (Among Resi) หัวหน้าแผนกคุ้มครองและจัดการพรมแดน ไอโอเอ็ม ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าว “การเข้าถึงผู้เดินทางตั้งแต่ช่วงเวลาที่พวกเขาเพิ่งเดินทางมาถึงประเทศไทย จะช่วยให้พวกเขาสามารถสังเกตสัญญาณเตือนของการค้ามนุษย์ ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ และทราบว่าควรขอความช่วยเหลือจากที่ใด”ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยการค้ามนุษย์เพื่อบังคับให้กระทำความผิดได้กลายเป็นรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ที่พบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงด้วยข้อเสนองานที่ให้ผลตอบแทนสูง ก่อนที่จะถูกค้ามนุษย์และบังคับให้กระทำอาชญากรรมภายในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านที่สำคัญของการค้ามนุษย์ในรูปแบบดังกล่าว ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย โครงข่ายคมนาคมที่ครอบคลุม และการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยเป็นเส้นทางสำคัญที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้ในการลำเลียงผู้เสียหายไปยังศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้านด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร และดำเนินงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และภาคีภาคเอกชน โครงการดังกล่าวใช้ระบบส่งข้อความ SMS แจ้งเตือนไปยังผู้เดินทางที่เดินทางมาถึงประเทศไทยจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ข้อความดังกล่าวจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับข้อเสนองานและการรับสมัครงานที่อาจเป็นการหลอกลวง พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องทางในการขอความช่วยเหลือหากผู้เดินทางรู้สึกว่าตนเองอาจตกอยู่ในความเสี่ยง“การค้ามนุษย์เพื่อบังคับกระทำความผิดทางอาญาเป็นอาชาญากรรมข้ามชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน” พลตำรวจตรี ดนุ กล่ำสุ่ม ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กล่าว “การทำงานร่วมกันเพื่อให้ข้อมูลที่ทันท่วงทีจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เดินทางถูกค้ามนุษย์เข้าสู่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์และสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิดดังกล่าว”นอกจากนี้ โครงการยังประกอบด้วยการติดตั้งป้ายดิจิทัล ณ ท่าอากาศยานนานาชาติในกรุงเทพมหานคร เพื่อเผยแพร่ข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับข้อเสนองานที่เป็นการหลอกลวง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา และพัฒนาร่วมกับกระทรวงแรงงาน สื่อดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างมาตรการป้องกันและสนับสนุนการตรวจพบผู้เดินทางที่มีความเสี่ยงต่อการถูกแสวงหาประโยชน์จากการใช้แรงงานและการบังคับให้กระทำความผิดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมาตรการทั้งสองนี้ช่วยให้ผู้เดินทางได้รับข้อมูลที่จำเป็นในช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง เพื่อให้สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของการค้ามนุษย์ และปกป้องตนเองก่อนที่จะตกเป็นผู้เสียหายจากการแสวงหาประโยชน์ไอโอเอ็มยังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการสนับสนุนรัฐบาลและภาคีเครือข่ายในการต่อต้านการค้ามนุษย์ผ่านแนวทางการป้องกัน การคุ้มครอง การดำเนินคดี และความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน การสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และการเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ผู้ย้ายถิ่นกลุ่มเปราะบางต้องเผชิญ รวมทั้งช่วยสกัดกั้นเครือข่ายการค้ามนุษย์เผยแพร่ครั้งแรกที่ IOM Thailand
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
24 มิถุนายน 2026
UNHCR ส่งเสริมความหมายของสันติภาพ ผ่านพลังแห่งศิลปะและดนตรี จัดนิทรรศการพร้อมเปิดตัวแคมเปญพิเศษ โดยบอย โกสิยพงษ์ เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก
กรุงเทพ 23 มิถุนายน 2569 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จัดนิทรรศการศิลปะนานาชาติ Mayors for Peace พร้อมเปิดตัวแคมเปญพิเศษเพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก จากคุณบอย โกสิยพงษ์ โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานของรัฐบาลไทย สถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพ หน่วยงานต่างๆขององค์การสหประชาชาติ และภาคเอกชน ร่วมแสดงพลังแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุน
ผู้ลี้ภัยทั่วโลก กิจกรรมวันผู้ลี้ภัยโลกในปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีผู้พลัดถิ่นทั่วโลกมากกว่า 117ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตการพลัดถิ่นยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ กิจกรรมในกรุงเทพมหานครจึงมุ่งนำเสนอความหมายของ “สันติภาพ” ผ่านพลังแห่งศิลปะและดนตรี โดยจัดแสดงผลงานภาพวาดของเด็กไทย เด็กผู้ลี้ภัย และเด็กชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเคารพในความหลากหลาย รวมถึงการสื่อสารผ่านบทเพลง “Home” โดยคุณบอย โกสิยพงษ์ “เมื่อผู้คนทั่วโลกถูกบังคับให้หนีจากบ้านของตนเอง สันติภาพจึงเป็นมากกว่าคำพูด แต่คือรากฐานของความปลอดภัย ความหวัง และอนาคตที่ทุกคนควรได้รับ ผลงานของเด็กๆ ในนิทรรศการนี้เตือนใจเราว่า ความฝันที่จะมีชีวิตอย่างสงบสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน” แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ กล่าวนิทรรศการศิลปะในครั้งนี้ UNHCR ร่วมกับโครงการ Mayors for Peace เครือข่ายเมืองระดับโลกที่มุ่งส่งเสริมสันติภาพและการยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ จัดแสดงงานภายใต้หัวข้อ“สันติภาพหมายถึงอะไรสำหรับฉัน” (What Peace Means to Me) ซึ่งสะท้อนมุมมอง ความหวัง และจินตนาการของเด็ก ๆ ที่มีต่อสันติภาพในโลกที่พวกเขาอยากเห็น “นิทรรศการนี้เปิดโอกาสให้เราได้มองโลกผ่านสายตาของเด็ก ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหวัง ความเมตตา และการยอมรับความแตกต่าง คือรากฐานสำคัญของสังคมที่สงบสุข
และยั่งยืน” สันติภาพหมายถึงอะไรสำหรับฉัน” (What Peace Means to Me) ซึ่งสะท้อนมุมมอง ความหวัง และจินตนาการของเด็ก ๆ ที่มีต่อสันติภาพในโลกที่พวกเขาอยากเห็น “สันติภาพเริ่มต้นจากความเข้าใจ
และความเคารพซึ่งกันและกัน” นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
และที่ปรึกษาพิเศษโครงการ Mayors for Peace กล่าวภายในงานยังมีการเปิดตัวแคมเปญ “Home” โดยคุณบอย โกสิยพงษ์ เพื่อถ่ายทอดสารสำคัญว่า “โลกใบนี้คือบ้านของเราทุกคน” และไม่ว่าผู้คนจะมาจากที่ใด ทุกคนล้วนต้องการบ้านที่ปลอดภัยและสงบสุข อันเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง ความพิเศษในครั้งนี้คุณบอยจะนำเสนอเพลง “Home” ในเวอร์ชันพิเศษ มีการเชิญศิลปินหลายท่านมาร่วมถ่ายทอดเรื่องสันติภาพร่วมกัน เพื่อขยายพลังของความรักต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ พร้อมกับถ่ายทอดในรูปแบบ “สารคดี” เพื่อให้ทุกท่านได้มารับชมร่วมกัน “ผมเชื่อว่าความรู้สึกของคำว่า “Home” เป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าใจ ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน เติบโตมาอย่างไร หรือกำลังเผชิญกับอะไรในชีวิต ทุกคนต่างต้องการพื้นที่ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความหวัง
ผมหวังว่าเพลง “Home” จะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ชวนให้เราหันมาดูแลโลกและดูแลกันและกันมากขึ้น”
บอย โกสิยพงษ์ กล่าว นิทรรศการศิลปะนานาชาติ Mayors for Peace จะจัดขึ้นที่ ชั้น 2 โซน Pop up ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์
โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ระหว่างวันที่ 24-28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ให้ทุกท่านได้ชมความหมายของสันติภาพในมุมมองของฉัน ผ่านมุมมอง ความหวัง และจินตนาการของเด็กๆ พร้อมร่วมชมติดตามกิจกรรมแคมเปญ “Home” โดยคุณบอย โกสิยพงษ์ ที่จะเกิดขึ้นผ่านทาง social media ของ UNHCR ประเทศไทยได้สืบเนื่องจากการตัดงบประมาณอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อองค์กรด้านมนุษยธรรมทั่วโลก รวมถึง UNHCR การจัดกิจกรรมวันผู้ลี้ภัยโลกจึงเกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนจากภาคเอกชน
อาทิ การมอบพื้นที่จัดงาน จึงขอขอบคุณศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ที่ให้การสนับสนุนจัดงานในครั้งนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ UNHCR ประเทศไทย
1 of 5
ข่าวประชาสัมพันธ์
15 มิถุนายน 2026
UNDP และธนาคารกรุงไทย ปลดล็อกการลงทุนเพื่อโซลูชันด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน
กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569 – โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดตัวความร่วมมือครั้งใหม่เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยการเปิดตัวความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นการดำเนินงานระยะที่ 8 ของแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (Small Grants Programme: SGP) ในประเทศไทย ภายใต้กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนชุมชนแล้ว 492 แห่ง ผ่านการให้ทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาดอย่างไรก็ตาม ระยะที่ 8 นี้นับเป็นครั้งแรกที่ SGP ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาคการเงินและภาคเอกชนในประเทศไทย โดย UNDP และธนาคารกรุงไทยจะร่วมกันพัฒนารูปแบบความร่วมมือด้านการลงทุนที่ก้าวข้ามการให้ทุนแบบดั้งเดิมแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะนี้จะมุ่งสนับสนุนการดำเนินงานใน 4 พื้นที่ภูมิทัศน์และภูมิทัศน์ทางทะเลสำคัญ ได้แก่ ชายฝั่งอันดามันตอนล่าง เทือกเขาเพชรบูรณ์ ลุ่มน้ำยวม–สาละวิน และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลจากโครงการ Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) ของ UNDP ระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 70% ของประเทศไทยพึ่งพาธรรมชาติโดยตรง ประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัยของความหลากหลายทางชีวภาพเกือบ 10% ของโลก รวมถึงพืชกว่า 15,000 ชนิด ความมั่งคั่งทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีวิต ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร และเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจหลัก เช่น เกษตรกรรม ป่าไม้ และการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อธรรมชาติยังคงไม่เพียงพอ โดยประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านการเงินเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ความร่วมมือระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทย ซึ่งมุ่งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนผ่านโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดช่องว่างดังกล่าว“ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินนโยบายระดับชาติสามารถเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ชุมชนคือพันธมิตรสำคัญในการปกป้องระบบนิเวศ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การลงทุนในผู้นำท้องถิ่น นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะช่วยเปลี่ยนแผนงานระดับชาติให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้สำหรับผู้คน ธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไป” คุณประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว “บทต่อไปของการพัฒนาประเทศไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปกป้องธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว ความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อปลดล็อกรูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ในโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ซึ่งช่วยปกป้องธรรมชาติ เสริมสร้างรายได้ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กของ UNDP-GEF เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ภาคการเงินและภาคเอกชนสามารถกลับมาลงทุนในชุมชนทั่วประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และเราขอเชิญชวนพันธมิตรอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามนี้” คุณนีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าว ความร่วมมือครั้งใหม่นี้ต่อยอดจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่าง UNDP และธนาคารกรุงไทยในการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติความร่วมมือดังกล่าวจะผสานประสบการณ์ของ UNDP ในการสนับสนุนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เข้ากับบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรด้านความยั่งยืนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Sustainability Partner) เพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายความร่วมมือ และโอกาสทางการตลาด ช่วยให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของตนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนและโลกในระยะยาวหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแผนงานการให้ทุนขนาดเล็กในการต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนในพื้นที่ โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) สูงถึง 2.46 เท่าภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง“ธนาคารกรุงไทยเชื่อว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง เพราะชุมชนคือผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อชุมชนได้รับโอกาส การสนับสนุน และเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสม พวกเขาสามารถสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือภายใต้แผนงานการให้ทุนขนาดเล็กระยะที่ 8 ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการเงิน แต่เป็นการร่วมสร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน’ ที่จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ” คุณกฤษณ์ ฉมาภิสิษฐ ผู้บริหารสายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย ภายในงานเปิดตัวความร่วมมือ ผู้แทนจากชุมชนบ้านโคกไคร จังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีและครอบครัวเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำพุงตอนบน จังหวัดเลย ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ว่าการสนับสนุนจาก SGP ช่วยต่อยอดความคิดริเริ่มในชุมชนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อผู้คนและโลกได้อย่างไร เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของโซลูชันที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน และโอกาสในการขยายผลรูปแบบความสำเร็จสู่พื้นที่อื่นภายใต้การดำเนินงานระยะใหม่ของแผนงานแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) เป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและดำเนินงานมาอย่างยาวนานที่สุดในโลก ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ได้สนับสนุนโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนมากกว่า 30,000 โครงการในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าการลงมือปฏิบัติในระดับท้องถิ่นสามารถสร้างผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนกับ UNDP-GEF SGP ได้วันนี้
องค์กรชุมชนที่สนใจสมัครขอรับการสนับสนุนภายใต้โครงการ SGP สามารถศึกษาคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และรายละเอียดการสมัครได้ที่เว็บไซต์รับข้อเสนอโครงการ (Call for Proposals)
https://www.undp.org/th/thailand/press-releases/call-regular-grant-proposals-local-community-initiatives-SGPภาคเอกชนที่สนใจร่วมลงทุนหรือร่วมเป็นพันธมิตรกับแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ภายใต้ UNDP-GEF สามารถติดต่อได้ที่ณัฐวัฒน์ สุวัฒนพงษ์ธาดา
ผู้ประสานงานระดับชาติ แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ประเทศไทย
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเทศไทย
อีเมล: nuttawat.suwattanapongtada@undp.orgข้อมูลติดต่อสื่อมวลชนณัฐวัฒน์ สุวรรณพงศ์ธาดา ผู้ประสานงานแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ประเทศไทย UNDP ประเทศไทย | nuttawat.suwattanapongtada@undp.org
กานท์กลอน รักธรรม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารเชิงกลยุทธ์และการมีส่วนร่วม UNDP ประเทศไทย | karnklon.raktham@undp.orgปิยพร บุญเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย | piyaporn.boonlert@krungthai.comเกี่ยวกับ UNDP
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นองค์กรชั้นนำของสหประชาชาติที่ทำงานเพื่อยุติความไม่เป็นธรรมจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก UNDPสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการและยั่งยืน เพื่อผู้คนและโลก สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ undp.org หรือติดตาม @UNDPเกี่ยวกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศไทย มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงโครงการ “กรุงไทยรักชุมชน” ที่สนับสนุนการเสริมพลังชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทั่วถึง และการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่มีความยืดหยุ่น คาร์บอนต่ำ และยั่งยืนเผยแพร่ครั้งแรกที่ UNDP ประเทศไทย
องค์กรชุมชนที่สนใจสมัครขอรับการสนับสนุนภายใต้โครงการ SGP สามารถศึกษาคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และรายละเอียดการสมัครได้ที่เว็บไซต์รับข้อเสนอโครงการ (Call for Proposals)
https://www.undp.org/th/thailand/press-releases/call-regular-grant-proposals-local-community-initiatives-SGPภาคเอกชนที่สนใจร่วมลงทุนหรือร่วมเป็นพันธมิตรกับแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ภายใต้ UNDP-GEF สามารถติดต่อได้ที่ณัฐวัฒน์ สุวัฒนพงษ์ธาดา
ผู้ประสานงานระดับชาติ แผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ประเทศไทย
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเทศไทย
อีเมล: nuttawat.suwattanapongtada@undp.orgข้อมูลติดต่อสื่อมวลชนณัฐวัฒน์ สุวรรณพงศ์ธาดา ผู้ประสานงานแผนงานการให้ทุนขนาดเล็ก (SGP) ประเทศไทย UNDP ประเทศไทย | nuttawat.suwattanapongtada@undp.org
กานท์กลอน รักธรรม หัวหน้าฝ่ายสื่อสารเชิงกลยุทธ์และการมีส่วนร่วม UNDP ประเทศไทย | karnklon.raktham@undp.orgปิยพร บุญเลิศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารกรุงไทย | piyaporn.boonlert@krungthai.comเกี่ยวกับ UNDP
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เป็นองค์กรชั้นนำของสหประชาชาติที่ทำงานเพื่อยุติความไม่เป็นธรรมจากความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก UNDPสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการและยั่งยืน เพื่อผู้คนและโลก สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ undp.org หรือติดตาม @UNDPเกี่ยวกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศไทย มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงโครงการ “กรุงไทยรักชุมชน” ที่สนับสนุนการเสริมพลังชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทั่วถึง และการสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนในระดับท้องถิ่น พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่มีความยืดหยุ่น คาร์บอนต่ำ และยั่งยืนเผยแพร่ครั้งแรกที่ UNDP ประเทศไทย
1 of 5
ทรัพยากรล่าสุด
1 / 11
ข้อมูล
01 กรกฎาคม 2026
ข้อมูล
16 กุมภาพันธ์ 2026
ข้อมูล
16 กุมภาพันธ์ 2026
ข้อมูล
17 กุมภาพันธ์ 2026
1 / 11